Tuesday, June 16, 2009

ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ในประเทศไทย

ผมแวะเข้าไปดูข้อมูลของกระทรวงสาธารณะสุขที่มีข้อมูลเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ H1N1 และเอาจำนวนผู้ป่วยมาใส่ตารางดูครับ (หาข้อมูลวันที่ 14 มิ.ย. ไม่พบครับ)

Date

Day #

Thailand H1N1

2009-06-16

35

310

2009-06-15

34

201

2009-06-14

33


2009-06-13

32

89

2009-06-12

31

47

2009-06-11

30

21

2009-06-10

29

15

2009-06-09

28

13

2009-06-08

27

10

2009-06-07

26

9

2009-06-06

25

8

2009-06-05

24

8

2009-06-04

23

5

2009-06-03

22

5

2009-06-02

21

4

2009-06-01

20

4

2009-05-31

19

3

2009-05-30

18

2

2009-05-29

17

2

2009-05-28

16

2

2009-05-27

15

2

2009-05-26

14

2

2009-05-25

13

2

2009-05-24

12

2

2009-05-23

11

2

2009-05-22

10

2

2009-05-21

9

2

2009-05-20

8

2

2009-05-19

7

2

2009-05-18

6

2

2009-05-17

5

2

2009-05-16

4

2

2009-05-15

3

2

2009-05-14

2

2

2009-05-13

1

2


ยังไม่มีใครตายจากโรคนี้ในประเทศไทยครับ แต่คงจะป้องกันไม่ให้ระบาดไม่ได้ (เช่นเดียวกับหวัด และไข้หวัดสายพันธ์ที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว) เชื้อไม่แรงกว่าเชื้อทั่วไปครับ จำนวนคนตายทั้งโลกยังน้อยกว่าคนตายช่วงสงกรานต์ในประเทศไทยมาก

ข้อมูลจากทั้งโลกปรากฏว่าอัตราการตายลดลงเรื่อยๆจนตอนนี้เหลือไม่ถึงครึ่งเปอร์เซนต์แล้ว การป้องกันตัวและรักษาก็เหมือนไข้หวัดทั่วไป ไม่ควรแตกตื่นกันเกินไป ล้างมือบ่อยๆ ถ้ามีอาการไอจาม ก็อย่าไปพ่นใส่คนอื่น ใส่หน้ากากไว้ก็น่าจะไม่มีปัญหา ถ้าประเทศเรามีวัฒนธรรมใส่หน้ากากเวลาป่วยก็คงติดต่อกันยากขึ้นอีก

ไว้ถ้าเรามีโรคแบบ 28 Days Later ค่อยมากังวลกันใหม่

ปล. ถ้าผมติดเชื้อ H1N1 แล้วตาย โพสต์อันนี้จะตลกมากเลย

Wednesday, June 10, 2009

Two New Tabblos From Aor

This time Aor chronicled two cooking adventures: Crispy Rubies (ทับทิมกรอบ) and Sushi.


Super Science Dad Proved General Relativity To His Kids

I was amazed at Project GREAT, in which Tom Van Baak took his three children and three atomic clocks about 1.6 kilometers up Mt Rainier, stayed up there for two days, and showed that the clocks gained about 20 nanoseconds because of the high-altitude's weaker gravity.

When I told people that each person's time flows faster or slower depending on how fast that person moves or where that person is in a gravitational field, most people were incredulous. This effect is real and important enough that GPS satellites must take into account the different time flow rates for people on Earth and for the clocks on the satellites so that positions given by GPS receivers are accurate.

Thursday, June 04, 2009

Two New Tabblos From Aor

Aor updated her Tabblo again. This time she chronicled the trips to Safari World open zoo and Dream World amusement park. This was during Titus' and Tatia's school break last month.

Sunday, May 31, 2009

A Great Book, Now Presented In MIT OpenCourseWare Videos


I first read Gödel, Escher, Bach: An Eternal Golden Braid around 1986. At the time, I knew Bach from cool music and Escher from cool art, but I was only vaguely aware that Gödel did something really important in mathematics, so I picked up the big book and started reading. It turned out to be one of the great (and one of the most challenging) books I have ever read. The book is about how consciousness and meaning might form from primitive, meaningless, building blocks.

I was just aware that MIT has a free course that you can view online teaching high school students about the contents of the book. This will be a great resource for a kid who understands English and is interested in questions about how consciousness might arise. It's much more interesting than what is normally discussed in normal classes.

I've been telling people around me that the current mainstream Thai education system is severely broken, producing mostly automatons optimized for stupid test scores, not for understanding. This is why I'm trying to collect links that might be useful for educating the next generation of children. (An example of such resources is Peteris Krumins' excellent collection of educational links I mentioned in a previous post.)

Two Interesting Talks From TED

The first one is about something I didn't know about bacteria (such as how they "talk"):



The other is about something I didn't know about orgasm (such as Denmark's plan to produce more piglets by sexually stimulating pigs):



I have my guess which one of the above links will be viewed more.

Wednesday, May 27, 2009

A Good Essay From The Past

I first read the essay by Danny Hillis about Richard Feynman and the Connection Machine about two decades ago and by chance read it again today. I still like it very much.

An Excerpt:

...For Richard, figuring out these problems was a kind of a game. He always started by asking very basic questions like, "What is the simplest example?" or "How can you tell if the answer is right?" He asked questions until he reduced the problem to some essential puzzle that he thought he would be able to solve. Then he would set to work, scribbling on a pad of paper and staring at the results. While he was in the middle of this kind of puzzle solving he was impossible to interrupt. "Don't bug me. I'm busy," he would say without even looking up. Eventually he would either decide the problem was too hard (in which case he lost interest), or he would find a solution (in which case he spent the next day or two explaining it to anyone who listened). In this way he worked on problems in database searches, geophysical modeling, protein folding, analyzing images, and reading insurance forms...

If you like science, or want to have a glimpse of how one of the finest minds of our species operated, you might want to check it out.

Sunday, May 24, 2009

Gapminder: For the Fact Based World View

I was very impressed with Dr. Hans Rosling's presentations at TED showing his super cool visualization software with publicly available data. Here's his gapminder.org website with even more interesting presentations. If you have not seen any of the presentations, take a look below. The Thai-subtitled version is here.

Thursday, May 21, 2009

ประชาธิปไตย: เครื่องขยายความฉลาด+ความดี (และความโง่+ความเลว)*

 
(เพิ่มเติม 17/6/2559: ในการเลือกตั้งระดับประเทศผมเลิกโหวตให้ใครไปหลายปีแล้วครับหลังจากเห็น ว่าประชาธิปไตยมันเป็นป้ายแสดงความชอบธรรมให้กลุ่มทุนต่างๆมาแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ หน้าที่ที่ผมพอจะทำได้คือทำให้ p ของคนรอบตัวสูงขึ้น คือถูกหลอกน้อยลง

ปัญหาคือประชาชนคิดว่าได้มีประชาธิปไตย แต่ในการปกครองจริงๆเป็นการปกครองเพื่อประโยชน์ของผู้ได้รับเลือกตั้งและพวก พ้อง แถมได้อ้างความชอบธรรมจากกระบวนการเลือกตั้งอีก ผมไม่ได้บอกว่าผมต่อต้านประชาธิปไตยนะครับ เพียงแต่เสนอว่าตรงไหนมันจะมีปัญหา จะได้แก้ตรงนั้น

ดูๆคร่าวๆทั่วโลกประเทศที่บอกว่ามีประชาธิปไตยตอนนี้มันโดนปกครองโดย Oligarch หรือ Plutocrats กันซะเยอะแล้วน่ะครับ ผมก็ไม่รู้นะครับว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นพวกชอบบ่นแต่ทำไม่เป็นน่ะครับ :-D
สมมุติฐานผมอย่างหนึ่งคือพอคนมีคุณภาพชีวิตพื้นฐานดีแล้วจะถุกเอาเปรียบยาก ขึ้น สามารถรักษาสิทธิตัวเองดีขึ้น ก็เลยได้แต่หวังลึกๆว่าความรู้ทางวิทย์และเทคโนจะทำให้ปัจจัยการดำรงชีวิต มันถูกและดีขึ้นมากๆครับ)

มีแบบจำลองง่ายๆที่แสดงว่า เวลาเราตัดสินใจด้วยการลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเอาคนฉลาดมารวมกันแล้วลงมติ ผลมักจะดีขึ้นกว่าคนเดียว ถ้าเอาคนโง่มารวมกันแล้วลงมติ ผลมักจะแย่ลง ยิ่งมีคนมารวมกันมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ผลดีขึ้นหรือแย่ลงมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าท่านไม่สนใจคณิตศาสตร์กระโดดไปส่วนสรุปด้านล่างเลยครับ

มันเป็นอย่างนี้ครับ เราสมมุติว่ามีคนเป็นจำนวนคี่ = n คน และให้แต่ละคนมีโอกาสตัดสินใจในทางที่ถูกที่ควรด้วยความน่าจะเป็นเฉลี่ย = p และแต่ละคนตัดสินใจอย่างอิสระต่อกัน ดังนั้นโอกาสที่มติประชาธิปไตยจะตัดสินใจถูกก็คือ ความน่าจะเป็นที่คนเกินครึ่ง (หรืออย่างน้อย (n+1)/2 จาก n คน) ตัดสินใจถูก

เรากำหนดว่า probRightChoice(n,p) คือความน่าจะเป็นที่คนอย่างน้อย (n+1)/2 จาก n คนตัดสินใจถูกถ้าแต่ละคนมีโอกาสถูก p ดังนั้น probRightChoice(n,p) = ผลรวมของความน่าจะเป็นที่คน k คนจาก n คนตัดสินใจถูก โดยที่ k เริ่มจาก (n+1)/2 และเพิ่มไปทีละหนึ่งจนถึง n เช่นถ้ามีคนห้าคนมาลงมติ เราก็ต้องดูความน่าจะเป็นที่คน 3, 4, 5 คนตัดสินใจถูกแล้วรวมความน่าจะเป็นเหล่านั้น

คราวนี้ความน่าจะเป็นที่คน k คนจาก n คนตัดสินใจถูก = ความน่าจะเป็นที่คน k คนตัดสินใจถูก คูณด้วยความน่าจะเป็นที่คน n-k คนตัดสินใจผิด คูณด้วยจำนวนแบบที่เป็นไปได้ที่คน k คนตัดสินใจถูกและคน n-k คนตัดสินใจผิด

= pk (1-p)n-k C(n,k) โดยที่ C(n,k) = จำนวนแบบที่เป็นไปได้ที่คน k คนตัดสินใจถูกและคน n-k คนตัดสินใจผิด และ C(n,k) = n!/(k!(n-k)!)

= pk (1-p)n-kn!/(k!(n-k)!)

ดังนั้น probRightChoice(n,p) = ผลรวมของ pk (1-p)n-kn!/(k!(n-k)!) โดยที่ k เริ่มจาก (n+1)/2 และเพิ่มไปทีละหนึ่งจนถึง n (ดูหน้าตาข้างล่างนะครับ)

ปรากฏว่า ถ้า p มากกว่า 1/2 (ซึ่งแปลว่าคนฉลาด) probRightChoice(n,p) จะมากกว่า p เสมอ ถ้าจำนวนคนลงมติ (n) มีตั้งแต่สามคนขึ้นไป และยิ่ง n มากเท่าไร probRightChoice(n,p) ก็ยิ่งมากกว่า p ขึ้นไปอีก

ในทางกลับกัน ถ้า p น้อยกว่า 1/2 probRightChoice(n,p) จะน้อยกว่า p เสมอ ถ้าจำนวนคนลงมติ (n) มีตั้งแต่สามคนขึ้นไป และยิ่ง n มากเท่าไร probRightChoice(n,p) ก็ยิ่งน้อยกว่า p ลงไปอีก


ดังนั้นเราจึงกล่าวว่าประชาธิปไตยจะเป็นเครื่องขยาย เน้นความโง่หรือความฉลาดของผู้ลงมติ

ถ้าต้องการไม่ให้ประชาธิปไตยมาทำร้ายสังคมต้องแน่ใจว่า p มากกว่า 1/2 ครับ ขืนให้พวกโง่/เลวออกเสียง เราจะสิ้นชาติเอา

=== = ==== = ===== =========

*1. ในที่นี้ "ฉลาด" = ตัดสินใจถูกต้อง ตามที่ถูกที่ควร มีประโยชน์ต่อส่วนรวม และ "โง่" = ตัดสินใจไม่เป็นไปตามที่ถูกที่ควร พวกฉลาดแกมโกงเอาประโยชน์ใส่ตัว เบียดเบียนคนอื่นไม่นับเป็นพวก"ฉลาด"ในแบบจำลองนี้ครับ พวกนี้ไม่ควรมีเสียงในการรับใช้และปกครองสังคมที่เจริญแล้ว จริงๆต้องห้ามมายุ่งเกี่ยวกับอำนาจทั้งปวงครับ ชอบทำคนอื่นเดือดร้อน ควรลงโทษให้หนักเช่นโกงเลือกตั้งก็อย่าให้พวกมันทั้งเจ็ดชั่วโคตรมายุ่งกับการเมืองอีก

2. probRightChoice(n,p) มีหน้าตาดูน่ากลัวแบบนี้ครับ (บอกให้ Mathematica ทำให้ครับ):

แต่ความจริงก็เป็นแค่สูตรที่ดูไฮโซของผลรวมบางส่วนของ binomial probability distribution เท่านั้น ถ้ากระจายออกมาสำหรับ n = 1, 3, 5, 7 ก็จะมีหน้าตาบ้านๆดังนี้นั่นเอง:


3. probRightChoice(n,p) มีกราฟหน้าตาอย่างนี้ครับ:

จะเห็นได้ว่าถ้ามีคนมาลงมติมากๆ (เช่น n = 101 ในกราฟข้างบน) ถ้าแต่ละคนมีโอกาสตัดสินใจได้ถูกกว่าครึ่ง (p > 0.5) โอกาสที่มติของที่ประชุมจะถูกต้องสมควรแล้ว จะเข้าใกล้ 100% เลย ในทางกลับกันถ้าแต่ละคนมีโอกาสตัดสินใจถูกน้อยกว่าครึ่ง โอกาสที่มติที่ประชุมจะเข้าท่าจะเกือบไม่มีเลย

Wednesday, May 20, 2009

Some Info About Time Travel

At least two of the big movies coming out in 2009 involve time-travel, so it's a good time to review what we know and don't know about the possibility of the real time-travel to the past. Two informative and easy to understand links are Time Travel and Modern Physics and Rules for Time Travelers.

By the way, we are all traveling through time in the forward direction, so the only unknown time travel is time traveling to the past.

I think the movies Time Crimes (Los cronocrímenes) and Primer are probably closest to the real time travel if it is indeed possible.

Thursday, May 14, 2009

Limoncello


While I was looking up how to spell limoncello (which is one of my favorite "desserts" that happen to contain alcohol), I found a few interesting things about it:

1. 96% alcohol is required to extract the lemon oil flavors from the peel. It's diluted afterward.

2. You can make it at home following this recipe using vodka (taking a long time since alcohol content is 40-50%), or this one using 95% grain alcohol (quick), or this one also using 95% grain alcohol (also quick.)

3. Danny DeVito has his own line of limoncello.

4. The yellow stuff in the picture above is limoncello. The dark one is coffee-cello. The picture was taken at La Piola restaurant.

Saturday, May 09, 2009

ภาพยนตร์สุดเสียวประจำปี: Hard Candy


ผมชอบดูหนังเรื่อง Juno มาก พอรู้ว่านางเอก (Ellen Page) เล่นหนังเรื่อง Hard Candy และได้รีวิวดีก็เลยหามาดู

ดู Hard Candy แล้วหัวใจเต้นแรงมากครับตอนกลางๆเรื่อง ถ้าคุณเป็นผู้ชายคุณคงเข้าใจ

Patrick Wilson ที่เล่นเป็น Nite Owl II ใน Watchmen และ Little Children เล่นด้วยครับ

Thursday, May 07, 2009

ข่าวน่าชื่นใจ

ด.ญ.สุพรรณิการ์ ทองสา อายุ 12 ขวบเก็บเงินแสนคืนเจ้าของครับ

เธอบอกว่า “ที่ไม่เอา เพราะแม่เคยสอนไว้ อีกทั้งก่อนหน้านี้ ตำรวจเพิ่งมาอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดในหมู่บ้าน จำได้ว่า ตำรวจเคยสอนไว้ว่า ไม่ให้เอาของของคนอื่น จึงตัดสินใจที่จะไม่เอา”

ถ้ามีเด็กอย่างนี้เยอะๆประเทศไทยในอนาคตน่าจะดีกว่าตอนนี้นะครับ ตอนนี้สังคมมันแย่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ใหญ่หลายๆคนพ่อแม่ไม่สั่งสอน หรือไม่ก็กลายพันธุ์เลวตามพวกพ้องกันเต็มสภาเลย ถึงได้ทำผิดกฎหมายร้ายแรง แต่ไม่อาย แถมจะแก้กฎหมายให้ตัวเองพ้นผิดอีก

ผมเคยบันทึกข่าวน่าชื่นใจไปครั้งหนึ่งเมื่อเกือบสองปีที่แล้วด้วยครับ

Wednesday, April 29, 2009

Getting To Know A Bit More About H1N1 Swine Flu

I stumbled on an informative essay about how we get a new nasty flu virus that we don't have a good vaccine for.

An excerpt:

...When two different species’ influenza strains (for example pig and human) recombine, the novel viral strain that emerges potentially has a better chance of evading the immune system and persisting in the host organism than the pre-existing viral strains. In other words, the host organism’s immune system doesn’t have antibodies for viruses indigenous to other species and thanks to the original virus that is indigenous to the host, molecular features necessary for “optimal” host infection are retained...

The mechanism for the big genetic change is called antigenic shift and YouTube has a great, easy to understand video clip (which I originally saw on this blog post):




"Computer" Music: Bohemian Rhapsody

I'm a big fan of Queen's Bohemian Rhapsody and this version is super cool. Just look at the instruments:

...Atari 800XL was used for the lead piano/organ sound.
Texas Instruments TI-99/4a as lead guitar.
8 Inch Floppy Disk as Bass.
3.5 inch Harddrive as the gong.
HP ScanJet 3C was used for all vocals...



I was aware of the song because it was used in one of my favorite movies, Wayne's World:



By the way, did you know that Freddie Mercury (the lead singer of Queen) was "Britain's first Asian rock star"? Or that Brian May (the lead guitarist) has a Ph.D. in astrophysics?

Tuesday, April 28, 2009

Birds and Frogs, a Talk by Freeman Dyson

The legendary physicist/mathematician Freeman Dyson has an interesting essay titled "Birds and Frogs." The essay is the written version of the talk he was to give at the American Mathematical Society Einstein Lecture. Unfortunately, the lecture was cancelled. Fortunately, we get to read the essay anyway.

Excerpt:

"Some mathematicians are birds, others are frogs. Birds fly high in the air and survey broad vistas of mathematics out to the far horizon. They delight in concepts that unify our thinking and bring together diverse problems from different parts of the landscape. Frogs live in the mud below and see only the flowers that grow nearby. They delight in the details of particular objects, and they solve problems one at a time. I happen to be a frog, but many of my best friends are birds. The main theme of my talk tonight is this. Mathematics needs both birds and frogs. Mathematics is rich and beautiful because birds give it broad visions and frogs give it intricate details. Mathematics is both great art and important science, because it combines generality of concepts with depth of structures. It is stupid to claim that birds are better than frogs because they see farther, or that frogs are better than birds because they see deeper. The world of mathematics is both broad and deep, and we need birds and frogs working together to explore it..."

He then described examples of birds and frogs along with their discoveries. If you like mathematics or science, you might enjoy the essay.

I would consider myself an ant, almost blind but can detect some sweet smells occasionally. On the other hand, it might be more accurate to say I am an earthworm :-)

Monday, April 27, 2009

Titus the Hero!


หลังจากแม่อ้อและพ่อโก้ไปรับธีธัชและธัชธีญาจากโรงเรียน แม่อ้อก็พาเด็กทั้งสองไปอาบน้ำ โดยหารู้ไม่ว่าห้องนอนถูกบุกรุกโดยลูกจิ้งจกตัวยาวประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง เมื่อแม่อ้อและธัชธีญาเห็นเจ้าสัตว์แปลกหน้าวิ่งเข้าหา ทั้งสองก็ร้องวี๊ดว๊ายและหนีจิ้งจกกันอลหม่าน ธีธัชรีบวิ่งเข้าไปไล่จับจิ้งจกทันที ไล่อยู่สักสองนาทีก็จับได้อย่างทะนุถนอมไม่บอบช้ำ แล้วเอาไปปล่อยนอกห้อง เป็นการช่วยชีวิตแม่และน้องไว้ได้อย่างหวุดหวิด

พ่อโก้ภูมิใจมากที่ธีธัชเมื่อก่อนไม่กล้าจับจิ้งจกเหมือนกับพ่อ แต่วันนี้วิ่งเข้าไปช่วยแม่และน้อง (ครั้งสุดท้ายที่พ่อโก้จับจิ้งจกก็อายุมากกว่าธีธัชตอนนี้หน่อย หยิบแล้วหางหลุดติดมือ พ่อโก้เลยไม่กล้าจับอีกเลย)

Sunday, April 26, 2009

A Good Essay On How To Treat Supernatural Beliefs

Personally, I'm not convinced any supernatural entities exist unless a clear, high-quality evidence indicates otherwise. The great science educator and scientist Carl Sagan wrote long ago treating the specific case of believing in invisible dragons.

I have used Dr. Sagan's inspiring quote before in my "Our Earth = A Pale Blue Dot" post.

Monday, April 20, 2009

How Military Rifle Bullets Destroy Tissues



I read the news about the attempt on Khun Sondhi Limthongkul's life and the police said that there were several assault rifles (such as AK-47, M-16, and HK) used, so I went to do a bit of research on what the bullets fired from these rifles would do to a human being. I stumbled on the "Military rifle bullet wound patterns" article by the battlefield surgeon Martin L. Fackler.

You might also be interested in how fast these bullets move (at a few times the speed of sound.)

I also don't know why the assassins used many kinds of rifles.

Thursday, April 16, 2009

พบวิธีออกกำลังแบบใหม่: Burpies

ถ้าคุณเห็นผมสองสามวันที่ผ่านมา คุณอาจจะเห็นว่าผมเดินกระย่องกระแย่ง และนั่งลง+ลุกขึ้นช้าๆ สาเหตุที่ผมเป็นอย่างนั้นก็เพราะผมได้ลองออกกำลังกายแบบใหม่ หลังจากฝึกวิดพื้นสำเร็จไปแล้ว

ทำตามวิดีโอนี้ครับ ทำ 10 เซ็ท เซ็ทแรก 10 ครั้ง ต่อไป 9, 8, 7, ..., 1 ครั้ง พักหนึ่งนาทีระหว่างเซ็ท เหนื่อยกว่าวิดพื้น ทำไม่นานก็กระโดดไม่ค่อยไหวแล้ว ทำเสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นกล้ามเนื้อต้นขา และก้นเจ็บใช้ได้เลย แสดงว่าผมไม่ค่อยใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นเท่าไร หวังว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ

Tuesday, April 14, 2009

บทความแนะนำ (อีกแล้ว) เกี่ยวกับจลาจลสัปดาห์นี้

เมื่อคืนวันอาทิตย์ ผมสงสัย(แต่ค่อนข้างแน่ใจ)ว่าพวกพ้องทักษิณจะทำการปฏิวัติยึดประเทศ ฟังจากสัญญาณที่ทักษิณทวงถามตอนโฟนอิน และการกระทำของทหารและตำรวจหลายนาย

โชคดีเป็นของประเทศไทยที่มีทีมงานรัฐบาลที่ทำให้แผนนั้นไม่สำเร็จ เราก็รอดไปอีกพักหนึ่ง แต่ตราบใดที่ทักษิณยังอยู่ ประเทศไทยก็ยังต้องเสี่ยงกับเรื่องเฮงซวยที่จะเกิดจากนำ้มือพวกเขาอยู่นั่นเอง

วันนี้ได้อ่านบทความของคุณเปลวเรื่อง มหาประชาชนเท่านั้นที่"ชาติต้องการ" และอยากแนะนำให้ผู้สนใจได้อ่านครับ

Excerpt:

...ท่านผู้อ่านและประชาชนผู้รักชาติ รักบ้านรักเมืองทั้งหลาย ผมเยิ่นเย้อเพราะต้องการย้ำให้ท่านเข้าใจว่า กลียุคบ้านเมืองครั้งนี้ อย่ามองฉาบฉวยเฉพาะหน้า จงใช้สติมองด้วยแยกแยะ อย่าเหมาโทษพี่น้องเสื้อแดงทั้งหมด เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า

เมื่อพี่น้องเสื้อแดงที่หลงเข้าใจผิดตามคำปลุกปั่น-ยุยงทักษิณแต่แรก เห็นธาตุแท้ทักษิณ และทราบความจริงแล้วว่า ถูกทักษิณหลอกมาเป็น "ประชาชนทักษิณ" ประกอบฉากเผาบ้าน-ชิงเมือง-ล้มสถาบันเบื้องสูง ไม่มีอะไรที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย" ตามที่กล่าวอ้างเลย

จากหลายหมื่น-ถึงเรือนแสนของพี่น้องเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมแต่แรก เมื่อเห็น "หางแดง" ทักษิณโผล่ ได้พากันทยอย ถอยตัวออกห่างจากวงชุมนุมไปเรื่อยๆ ถอดเสื้อแดงทิ้งแล้วกลับบ้าน ไม่ยอมถูกหลอกใช้เป็นสะพานไปล้มสถาบัน-ปล้นบ้านชิงเมืองอีก

จากเรือนหมื่น-เรือนแสนที่ว่านั้น เหลือเรือนพันหรือแค่หมื่นต้นๆ และนั่นคือ "กองกำลังทรยศชาติ" ส่วนหนึ่งที่แฝงเข้ามาด้วยจงใจเจตนาลงมือก่อจลาจล โค่นล้มสถาบันบ้านเมือง ดังจะเห็นได้จากรูปแบบการยึดสถานที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ รูปแบบการก่อการทั้งหมด กระทั่งอาวุธสงครามที่นำมาใช้...

Tuesday, April 07, 2009

บทความแนะนำเกี่ยวกับความสับสนของชาวเสื้อแดงกับการใช้คำว่าประชาธิปไตย

เรื่อง “ทักษิณ” คือ ประมุขผู้นำประชาธิปไตยไทย ?!? โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ครับ ถ้าท่านรู้จักคนที่ไม่โง่หรือเลวแต่ได้รับข้อมูลด้านเดียวจากน.ช. ทักษิณนะครับ เอาบทความเต็มไปให้เขาพิจารณาดู

สรุปได้ดีมากครับว่า:

1. ทักษิณไม่ใช่สัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
2. ทักษิณใช้การปกครองแบบ คณา+ธนา+เอกา+โจรา+อัตตาธิปไตยแล้วรวบยอดเป็นเผด็จการ
3. "แท้ที่จริง ความต้องการของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในขณะนี้ คือ ต้องการให้ตนเองไม่ถูกยึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท และไม่ต้องติดคุก เท่านั้นเอง !"

...“ทักษิณ ชินวัตร” จะรังเกียจทหารหรือเผด็จการได้อย่างไร ในเมื่อตัวเขาเองร่ำรวยมาทุกวันนี้ ก็เพราะสัมปทานผูกขาดดาวเทียมที่ได้รับจากการวิ่งเต้นในสมัยเผด็จการทหาร รสช.

“ทักษิณ ชินวัตร” จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้อย่างไร ในเมื่อเขาได้ทำลายรัฐธรรมนูญ 2540 และทำลายประชาธิปไตย โดยแปลงมาเป็นเผด็จการผูกขาดด้วยน้ำมือตนเอง และตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาก็ไม่เคยปรากฏว่าได้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยร่วมกับประชาชนเลย

“ทักษิณ ชินวัตร” จะจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร ในเมื่อตัวเขาเองกระทำการในสิ่งที่ขัดแย้งกับคำพูดที่อ้างจงรักภักดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะการมุ่งโจมตีทำลายสถาบันองคมนตรี สถาบันศาล และสถาบันทหาร เสมือนพยายามลิดรอนกิ่งก้าน มือไม้ ตัดแขนตัดขา โค่นล้มหรือตัดทอนกำลังของสถาบันพระมหากษัตริย์...

แผนที่จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

ย้ายไป http://witpoko.com/?p=287 แล้วครับ

Monday, April 06, 2009

Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่สิบ (วันแรก)

(ต่อจาก "Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่เก้า (ตกหมอนเลยอู้หน่อย)" ศุกร์ที่แล้ว ทั้งซีรี่ส์กด label pushup)

เนื่องจากยังไม่ได้ทำวันสุดท้ายในโปรแกรมอาทิตย์ที่แล้ว (เพราะอู้ไม่วิดพื้นวันพุธที่แล้ว) วันนี้ก็เลยทำต่อ ตามแผนให้ทำ 26, 26, 33, 33, 26, 26, 22, 22, และอย่างน้อย 60

ปรากฏว่าทำสี่เซ็ทแรกแล้วเหนื่อยสุด แต่พอเริ่มเซ็ท 5-8 ก็ไม่ค่อยยากแล้ว พอเซ็ทสุดท้ายเลยทำได้ 103!!! (>100; Mission Accomplished เสียที เลยเวลาที่กำหนดไปสามอาทิตย์)

คิดว่าการไม่วิดให้เกินกว่ากำหนดในเซ็ทแรกๆ (อย่างที่ผมวิดเกินๆไปในอาทิตย์ที่ 7) ทำให้กล้ามเนื้อได้ warm up และมีแรงเหลือในเซ็ทสุดท้าย เซ็ทแรกๆจะเหนื่อย แต่เซ็ทหลังๆจะไม่รู้สึกอะไรเท่าไร จนกระทั่งเซ็ทสุดท้ายก็ทำจนทำต่อไม่ไหวก็จะได้หลายครั้งหน่อย

โปรแกรมเขาคงออกแบบไว้ค่อนข้างดีแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าเขาออกแบบมาอย่างไร



Friday, April 03, 2009

Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่เก้า (ตกหมอนเลยอู้หน่อย)

(ต่อจาก "Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่แปด (ดีขึ้นอีกนิด)" ศุกร์ที่แล้ว ทั้งซีรี่ส์กด label pushup)

ผมวางแผนไว้ว่าอาทิตย์ที่เก้านี้จะกลับไปทำตามโปรแกรมอาทิตย์ที่หก เนื่องจากยังวิดพื้นติดต่อกัน 100 ครั้งไม่ได้ (ได้ 89 ครั้งเมื่อพุธที่แล้ว)

เริ่มวันจันทร์ เขาให้ทำ 45, 55, 35, 50, และอย่างน้อย 55 ก็ทำได้โดยเซ็ทสุดท้ายทำไป 60 ครั้ง เนื่องจากต้องไปตีแบดตอนหนึ่งทุ่ม เลยไม่วิดเซ็ทแถม ตีแบดได้ปกติ ไม่เจ็บอกหรือแขน

วันพุธผมไม่ได้วิดพื้น เพราะวันจันทร์และอังคาร ผมถูกอัปเปหิไปนอนบนพื้น เพราะลูกๆทั้งสามคนเข้ามานอนบนเตียงกับคุณอ้อ แม้ว่าผมจะนอนบนพื้นหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ผมดันไปนอนตกหมอนอีก คอและหลังเลยเจ็บ (สงสัยว่าตัวผมหนาเวลาหัวตกหมอนเลยเจ็บเยอะหน่อย) พอถึงวันพุธก็ยังไม่หายเจ็บ แถมอากาศก็ร้อนอีก ผมเลยโดดเลย กินไอติมใส่ amaretto ให้เย็นๆดีกว่า :-D

วันศุกร์ผมก็ทำตามโปรแกรมของวันพุธ คือทำ 22, 22, 30, 30, 24, 24, 18, 18, และอย่างน้อย 58 ครั้ง ผมทำทุกเซ็ท (ยกเว้นเซ็ทสุดท้าย) โดยไม่มีวิดเกิน เพราะต้องการออมแรงดูว่าจะวิดเซ็ทสุดท้ายได้เท่าไร ก็ทำได้ 72 ครั้ง กะว่าต่อไปนี้จะออมแรงไม่วิดเกินในเซ็ทแรกๆ เผื่อเซ็ทสุดท้ายจะได้เกินร้อยบ้าง จะได้สอบสำเร็จเสียที

Thursday, April 02, 2009

An Interesting Piece By Joseph Stiglitz

I stumbled upon "Obama's Ersatz Capitalism" opinion piece by Joseph E. Stiglitz in the New York Times.

Excerpt:

What the Obama administration is doing is far worse than nationalization: it is ersatz capitalism, the privatizing of gains and the socializing of losses. It is a “partnership” in which one partner robs the other. And such partnerships — with the private sector in control — have perverse incentives, worse even than the ones that got us into the mess.

So what is the appeal of a proposal like this? Perhaps it’s the kind of Rube Goldberg device that Wall Street loves — clever, complex and nontransparent, allowing huge transfers of wealth to the financial markets. It has allowed the administration to avoid going back to Congress to ask for the money needed to fix our banks, and it provided a way to avoid nationalization.

It seems that the American taxpayers will be screwed, even with Obama instead of Bush at the helm.

P.S. The New York Times website has a nice feature where you can highlight a word and a question mark will appear. If you click on the question mark, the site will show you the definition of the word. For example, you can highlight "Ersatz" and you will know that it means fake.

Tuesday, March 31, 2009

ผมต่อ 1,000,000 ต่อ 1 ว่านายแม้วไม่กล้ารับคำท้า

ผมบอกคนที่ทนฟังผมได้เสมอว่า นักวิทยาศาสตร์จะต้องเปิดใจสำหรับปรากฏการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ไว้ด้วย ความเชื่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะอยู่ระหว่างเป็นไปไม่ได้ จนถึงเป็นไปได้แน่นอน และเราควรจะปรับปรุงระดับความเชื่อของเราโดยการดูหลักฐานต่างๆที่เข้ามาใหม่เรื่อยๆ (ด้วย Bayesian Inference) และเราสามารถเรียงลำดับความเชื่อด้วยการดูว่าเรายินดีต่อรองเท่าไรว่าความเชื่อนั้นๆเป็นจริง

ยกตัวอย่างเช่น ผมเชื่อว่าไม่มีผี และผมค่อนข้างมั่นใจ ผมก็ยินดีต่อ 1,000 ต่อ 1 ว่าไม่มีผี ถ้าใครสนใจจะพนัน ก็สามารถวางเงิน แล้วเอาหลักฐานว่ามีผีมาดูกัน

อีกตัวอย่างก็คือผมมั่นใจมากๆว่ากฏแรงโน้มถ่วงจะทำงานพรุ่งนี้ ผมก็แสดงความมั่นใจว่าผมยินดีต่อ 1,000,000,000,000 ต่อ 1 ว่าพรุ่งนี้ผมคงไม่ลอยขึ้นจากพื้นเนื่องจากแรงโน้มถ่วงไม่ทำงาน

ของบางอย่างผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ เช่นผมคิดว่าประเทศไทยจะดีขึ้นตอนผมตาย ผมก็ต่อ 1 ต่อ 1 ว่าประเทศไทยจะดีขึ้น

วันนี้ผมฟังรัฐมนตรีต่างประเทศ ท่านกษิต ภิรมย์ แถลงข่าว (กดลิงค์เข้าไปฟังบทเต็ม)เรื่องนายแม้วโฟนอิน ท่านทูต(เก่า)กษิตท้านายแม้วว่า:

"ถ้าเกิดจะเล่นกันแล้วก็ขอท้าโต้วาทีกับพ.ต.ท.ทักษิณ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกเวทีด้วย ไหนว่าพูดภาษาอังกฤษเก่งนัก เอาบีบีซีไหมครับ ซีเอ็นเอ็นไหม อัลจาซีร่าไหม แล้วก็เลือกเวทีด้วย จะเอาที่สันป่าตองก็ได้นะครับ ที่เชียงใหม่ก็ได้ ที่ฮ่องกงก็ได้ ดูไบที่ไหนพ.ต.ท.ทักษิณ โอ้อวดว่ามีเพื่อนเยอะแยะในต่างประเทศ เวทีไหนก็ได้ หรือสเตเดี่ยมของแมนเชสเตอร์ซิตี้ก็ได้ ทุกเมื่อ พร้อมเสมอ ส่วนตัวผมมีเพื่อนๆ เยอะแยะ ยาวเป็นเป็นแถวตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ และเวทีพันธมิตร เลือกเอาเลย ได้เลยครับว่าเขาจะสู้กับท่านหรือไม่ อย่ามาทำอวดเก่งคนเดียว พูดคนเดียว ฟังคนเดียว และโอ้อวดโกหกพกลม ไม่เอาความจริงมาพูด พูดกันด้วยสาระเนื้อหา อุดมการณ์ อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง นี่เป็นข้อที่ 1"

ผมฟังเสร็จก็ค่อนข้างมั่นใจว่านายแม้วไม่กล้าแน่ คนนั้นเก่งแต่พล่ามคนเดียว หนีการตรวจสอบตลอด ถึงกับยุบสภาหนีการตรวจสอบเมื่อยังอยู่ในอำนาจ (กะจะเร่งเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ไม่ให้ใครมีโอกาสซักถามในสภา) เรื่องก็โกหกพกลม ตรวจสอบได้ง่ายๆ ผมก็เลยคิดว่าผมยินดีต่อเท่าไรว่าไม่มีการมาพูดพร้อมกันถ่ายทอดออกสำนักข่าวสากลในปีนี้แน่ๆ ความคิดแรกก็คือ ผมต่อ 10^80 (หนึ่งตามด้วยศูนย์แปดสิบตัว ซึ่งเป็นการประมาณจำนวนโปรตอนในจักรวาล) ต่อ 1 แต่ผมก็คิดว่าถ้ามีคนมาพนันด้วย จริงๆผมจะเอาอะไรจ่ายเขา ก็เลยลดอัตราต่อรองมาเหลือ ล้านต่อหนึ่ง

ปล. อีกส่วนที่ท่านกษิตพูดเหมือนที่ผมคิดคือส่วนนี้ครับ:

"แต่ผมรู้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนขี้ขลาด พูดเก่งอย่างเดียวคือผ่านไมโครโฟน หนีสภา หนีการโต้วาที หนีศาล และมาด่าผมว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากล พ.ต.ท.ทักษิณไปจบโรงเรียนายตำรวจ จบเมืองนอกได้อย่างไร แยกแยะอะไรไม่ถูกว่าผู้ก่อการร้ายสากลกับการพูดบนเวที เพื่อแสดงความคิดเห็นและอุดมการณ์สิ่งที่ไม่ดีในแวดวงการเมืองไทย อย่ามาสาดโคลน ใส่ร้าย เหมือนเด็กเมื่อวานซีนว่าไม่รู้จะทำอย่างไรก็ให้อีกฝ่ายโกรธ และหันเหสิ่งที่ถูกต้องไม่ให้มันถูกต้องมันไม่ใช่วิสัยของคนที่สง่างาม ไม่ใช่วิสัยของนักเรียนทุน ไม่ใช่วิสัยคนที่จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และเมื่อสาดโคลนผมแล้วก็พยายามหาเรื่องฟ้องร้องคดีผมว่าไปกล่าวหาว่าอยากเป็นประธานาธิบดี ก็รู้อยู่แก่ใจว่าอยากเป็นอะไร หมดท่าแล้วก็วิ่งไปหาศาล ก็จำกันได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณเคยบอกว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มี หนีศาลหนีคุกหนีตารางอยู่ แต่ก็พยายามจะจ้างทนายฟ้องร้องกับคู่ต่อสู้กับนักการเมือง ก็แสดงว่าพ.ต.ท.ทักษิณเคารพแล้วซึ่งกระบวนการยุติธรรม เมื่อฟ้องคนอื่นได้ทำไมตัวเองไม่เข้าสู่แวดวงคุก ตาราง เป็นนายตำรวจ เป็นนายกฯ มาแต่หนีคุก และพยายามบ่อนทำลายประเทศไทย ดีแล้วที่จะคืนพาสปอร์ตให้ ช่วยส่งบัตรประจำตัวให้ด้วย อยากไปเป็นพลเมืองของประเทศไหนก็เชิญ อย่ามาตอแยกับประเทศไทย สังคมต้องการเดินหน้า ไม่ต้องการเผด็จการรัฐสภา ไม่ต้องการคนที่มาจากการเลือกตั้งแต่ทำตัวเป็นฮิตเลอร์ และเมื่อผมพูดแบบนี้ก็ฟ้องผมอีก เพราะถือเป็นไพ่ใบเดียวที่เหลืออยู่คือกระบวนการยุติธรรม แต่ก่อนที่จะฟ้องผมก็กลับมาเข้าคุกก่อน แล้วมาเริ่มกันตรงนี้"

Friday, March 27, 2009

A Trip To Middle-Earth?

On Thursday, Aor and the kids stayed at home. I only saw them in the morning and got back home when all the kids were asleep. When I was going to sleep, I found their plan to picnic in Middle-earth under the bed:

Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่แปด (ดีขึ้นอีกนิด)

(ต่อจาก "Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่เจ็ด (แหะ แหะ)" ศุกร์ที่แล้ว ทั้งซีรี่ส์กด label pushup)

วันเสาร์-อาทิตย์-จันทร์ที่แล้วพาภรรยาและเด็กๆไปเที่ยวปราณบุรีกับตายาย ลุงเอก ป้าออ น้าอุ้ย พี่เพชร และพี่นี เลยเล่นน้ำในสระโรงแรมทั้งเช้า บ่าย ผมเลยได้ความรู้ใหม่ว่ากล้ามเนื้อแขนและหน้าอกที่ใช้ในการว่ายฟรีสไตล์ เป็นคนละกลุ่มกับกล้ามเนื้อที่ใช้วิดพื้น เพราะเจ็บคนละแห่ง วันจันทร์กลับมาเหนื่อยเลยไม่มีการวิดพื้น ค่ำๆไปตีแบดเลย ตีเสร็จน่องขวาเจ็บอีก เลยวางแผนพักถึงวันพุธก่อนจะทดสอบตัวเองอีกครั้ง

เริ่มมาวันพุธ ลองทดสอบดูว่าจะได้ 100 ครั้งต่อกันไหม ปรากฏว่าทำเต็มที่ 89 ครั้ง โดยมีการหยุดพักในตำแหน่งสูงสุดให้ตัวลอยไว้ แล้วหายใจลึกๆบ้างตอนหลังๆ แสดงว่าทำได้ดีขึ้นหน่อยจากอาทิตย์ที่แล้ว แต่ยังไม่ถึง 100 อยู่ดี คงต้องให้เวลาเส้นเลือด (ที่นำอาหาร + Oxygen ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและนำของเสียไปทิ้ง) ได้มีโอกาสพัฒนาประสิทธิภาพอีก

เนื่องจากมาเริ่มวันพุธก็เลยไม่ทำตามโปรแกรมฝึกสัปดาห์ที่หก เลยลองวิดสิบเซ็ทให้เหนื่อย ก็เลยได้ 89, 35, 40, 30, 35, 30, 30, 30, 20, 25 รวมเป็น 364 ครั้งในวันพุธ

วันพุธและวันพฤหัสนอนดึก วันศุกร์ก็เลยรู้สึกไม่ค่อยพร้อมเท่าไร ก็เลยวิดสิบเซ็ทให้เหนื่อย ได้ 30, 30, 35, 30, 35, 50, 40, 35, 30, 35 รวมเป็น 350 ครั้ง ก็คงต้องพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วเริ่มฝึกอาทิตย์หน้าต่อ หวังว่าจะดีขึ้นอีกนิด


Wednesday, March 25, 2009

คิดถึงอาจารย์ภูวดล

อาจารย์ภูวดล ทรงประเสริฐ เคยปราศัยที่เวทีพันธมิตร ด้วยข้อมูลน่าสนใจ และลีลาดุดัน อาจารย์ป่วยและไปพักฟื้นอยู่ เลยไม่ได้ยินเสียงอาจารย์นานหลายเดือน วันนี้ได้ไปพบความเห็นอาจารย์เมื่อมีคนไปถามว่าคิดอย่างไรกับวิดีโอลิงค์ของทักษิณ

Excerpt ครับ:

“เพราะผมจะถามคนทุกๆ คนในเมืองไทยว่า คิดกันยังไงที่ได้ยิน และ ได้เห็นแกนนำเสื้อแดงประกาศยุยงให้คนไทยปลดรูปที่เรามีกันทุกบ้าน อยากรู้ว่าทุกๆคนในแผ่นดินนี้คิดกันอย่างไรครับ”

“พวกคุณเห็นคนเสื้อแดงแผ่ขยายไปทั้งแผ่นดินแล้วใช่ไหม เห็นคนจาบจ้วงสถาบันถี่ยิบขึ้นแล้วใช่ไหม ได้ยินได้เห็นการลบหลู่ของแกนนำเสื้อแดงใช่ไหม”

“ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักวิชาการ และสื่อมวลชน พวกคุณทั้งหลายเข้าใจปัญหาของชาติกันแค่ไหน เข้าใจหรือไม่ว่า ภัยจากระบอบทักษิณมันรุนแรงถึงขั้นพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน”

“คนไทยในแผ่นดินนี้ทุกผู้ทุกนาม เข้าใจกันหรือเปล่าว่าผลประโยชน์ที่ทักษิณโยนมาให้ คือ ผลประโยชน์ที่เบียดบังมาจากเพื่อนร่วมชาติ ทักษิณคือตัวอันตรายในระบบการเมือง การปกครอง และทำลายกฎหมายจนป่นปี้”

“นักวิชาการทั้งหลายที่กระสันอยากแก้ไขมาตรา 112 กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รู้ใช่ไหมว่าถ้าแก้ไขในเร็ววันนี้เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัว โกลาหล และใครจะรับประกันได้ว่า ระบอบใหม่จะได้คนดีมีคุณธรรม”

“ผมจึงอยากถามไงว่า ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน คนทำงานบันเทิง นักธุรกิจ สาวสังคมไฮโซ และเยาวชนทั้งหลาย พวกคุณยังสบายดีกันดีอยู่ใช่ไหมครับ”

“พวกคุณคงคิดฉาบฉวยว่า เสื้อเหลืองก็ก้าวร้าว เสื้อแดงก็รุนแรง แล้วมองปัญหาผิวเผิน จนรวมหัวพูดกันเท่ๆ ว่า มาเป็นพลังเงียบดีกว่า มาใส่เสื้อสีขาวดีกว่า”

“พลังเงียบก็ดี เสื้อสีขาวก็ดี หรือแม้แต่ริบบิ้นสีขาวก็ด้วย ผมว่าพวกคุณมันขี้ขลาดตาขาว หนีปัญหา ชอบซุกขยะใต้พรม และเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ไม่เห็นใจ และ เข้าถึงปัญหาของเพื่อนร่วมชาติ”



“ถามผู้ชายชื่อดิสธร ให้ด้วยว่า ยังจำได้ไหมครั้งหนึ่งตอนที่พันธมิตรฯ อยู่ในทำเนียบฯ คุณดิสธรเคยพูดที่จังหวัดชุมพรต่อหน้าชาวบ้านนับร้อยๆ คน ว่าถ้าใครรักในหลวงไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบฯ ไม่ต้องไปแสดงพลังที่ไหน รักในหลวงให้อยู่บ้าน รักในหลวงให้กลับบ้าน ไปแสดงพลังตรงนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก จำกันได้ใช่ไหมว่าคุณดิสธรพูดออกมาอย่างนี้”

“สิ่งที่คุณดิสธรพูดแล้วอ้างว่าตัวเองอยู่พรรคในหลวงซึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่โตมากนะ มาบัดนี้ยังอยากพูดประโยคเดิมอยู่อีกไหม ในเมื่อคนเสื้อแดงกำลังยาตราทัพมาปิดล้อมทำเนียบฯ และสภาฯ อยู่รอมร่อ”

“ถ้าอยากพูดอีกเชิญออกมาพูดได้เลย ช่วยออกมาปรามกองทัพเสื้อแดงของทักษิณให้เหมือนกับเคยปรามพันธมิตรฯ ได้ไหม เชิญพูดมาอีกเอาแบบเดิมก็ได้ผมรอฟังอยู่ และคิดว่าคุณดิสธรควรรีบออกมาพูด ถ้ารักและเชื่อมั่นในความสมานฉันท์จริง”

“ผม-อาจารย์ภูวดล ทรงประเสริฐ ไม่มีนอกมีในอะไรกับใคร มีแต่หัวใจพันธมิตรฯ รักในหลวง รักพระราชินี รักสถาบันกษัตริย์ และรักเพื่อนร่วมชาติของผม”

“ผมอยากได้ยินและได้เห็นพวกคุณทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงคุณดิสธร เจ้าของสโลแกนว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงนะ ออกมาพูดออกมาเตือนสติกองทัพเสื้อแดงให้เหมือนกับที่เคยออกมาเตือนพันธมิตรฯ”

“ผมอยากเห็นพวกคุณออกมาให้ข้อมูลกับทุกๆ คนในสังคมไทยว่า อย่าไปช่วยทักษิณ มันโกงบ้านกินเมือง มันโกงเงินชาติมาช่วยชิน มันมักใหญ่ใฝ่สูง มันจาบจ้วง ขอให้พี่น้องกลับบ้านอย่าไปทำนากับกองทัพเสื้อแดง”



Skynet* Is Coming!

Really, look at this A.I. and tell me you are not impressed.

I asked START, "Who is Norah Jones?", and it got info from Wikipedia and Biography.com in a good short summary. By the way, do you know that Norah Jones' full name is Geethali Norah Jones Shankar?

It knows answers to a lot of questions, such as "Why is the sky blue?", "Where is the deepest spot on Earth?", "What is a Terminator?", and "What is staccato?" However, when I asked "Who created Skynet?", it said "Sorry, I don't have this information."

*Skynet is the A.I. that decimated the human population in Terminator movies and series.

Tuesday, March 24, 2009

"One Mile Is About Phi Kilometers" And Other Mathematical Coincidences

There's an amusing coincidence that one mile is about phi kilometers (too big by about 5%, where phi is the golden ratio = (1 + √5 )/2 ≈ 1.61803...)

From the Wikipedia page: Since the golden ratio is the limit of the ratio of successive terms of the Fibonacci sequence (1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, ...), this gives a sequence of approximations Fn miles = Fn+1 kilometers, e.g. 5 miles = 8 km, 8 miles = 13 km, 13 miles = 21 km, ...

By the way, 1 mile = 1.609344 kilometers. My rule of thumb is 60 miles ≈ 100 km (too big by about 4%.)

There are also a lot of curious coincidences on this page. For example, do you know that π4 + π5 = e6 to 5 parts in a hundred millions?

Friday, March 20, 2009

Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่เจ็ด (แหะ แหะ)

(ต่อจาก "Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่หก (Train จบแล้ว รอสอบ Final)" ศุกร์ที่แล้ว ทั้งซีรี่ส์กด label pushup)

หลังจากจบโปรแกรมอาทิตย์ที่หกวันศุกร์ที่แล้ว โปรแกรมให้พักวันสองวัน แล้วพยายามวิดพื้นต่อกันให้ได้ 100 ครั้งเป็นการทดสอบครั้งสุดท้าย

ผมทำการทดสอบตอนเย็นวันอาทิตย์ ความจริงยังรู้สึกเจ็บหน้าอกนิดหน่อย แต่คิดว่ายังไงๆก็ไม่น่าจะผ่าน คงได้ทำซ้ำโปรแกรมอาทิตย์ที่หกแหงๆ ถ้าไม่ผ่านจะได้เริ่มซ้ำตั้งแต่วันจันทร์ ก็เลยเริ่มวิด ผลก็ออกมาตามคาด คือไม่ถึงร้อย แต่ต่ำกว่าที่คิดไปหน่อย คือได้ 71 ครั้ง ก็เสียกำลังใจนิดหน่อย แต่คิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยว train ต่อ

วันจันทร์ จะเริ่ม train ซ้ำ โปรแกรมให้ทำ 45, 55, 35, 30, และอย่างน้อย 55 พอเริ่มเซ็ทแรกก็เริ่มรู้ตัวว่าถ้าจะไม่รอด หน้าอกยังไม่ recover จากการบาดเจ็บวันอาทิตย์ ทำไปได้ 50 ครั้งก็เลิกทำไปเลย พักดีกว่า ไปตีแบดกับน้องๆที่ Office ก็ยังตีได้เหมือนเดิม reflex เหมือนเดิม ตบไม่ค่อยแรง วันอังคารพักจากการวิดพื้น แขนไม่เจ็บ หน้าอกเจ็บนิดหน่อย

วันพุธ หน้าอกไม่เจ็บแล้ว เขาให้ทำ 22, 22, 30, 30, 24, 24, 18, 18, และอย่างน้อย 58 ปรากฏว่าผมจดจำนวนครั้งไปเกิน คือเพิ่มเซ็ท 30 ไปอีกหนึ่งเซ็ท แต่ตั้งใจว่าจะทำให้มากที่สุดจนทำไม่ไหว ก็เลยทำได้ 25, 25, 30, 30, 35, 25, 35, 25, 25, 60 และแถมได้อีก 40 และ 30 รวมเป็น 385 ครั้ง เหนื่อยใช้ได้เลย วันพฤหัสแขนและหน้าอกก็เจ็บได้เรื่องตามคาด

วันศุกร์ก็ยังเจ็บอยู่นิดหน่อย แต่ไม่เจ็บเท่าวันจันทร์ โปรแกรมให้ทำ 26, 26, 33, 33, 26, 26, 22, 22, และอย่างน้อย 60 ก็ทำได้ 30, 30, 33, 33, 30, 30, 25, 25, 60 และแถมได้อีก 30 และ 20 รวมเป็น 346 ก็เลิก กลัวกล้ามเนื้อบาดเจ็บเกินเหตุ คิดว่าจะพักนานหน่อยให้กล้ามเนื้อพร้อมเติมที่ แล้วจะทดสอบอีกทีวันอังคารไปเลย แต่ผมสงสัยว่า 60-70 จะเป็นเพดานของผมหรือเปล่า คงต้องลองดูต่อไป

ต้องท่องคาถา "อย่าท้อ อย่าหยุด อย่าเบื่อ" ต่อไป ถ้าไม่ตายก่อนก็น่าจะสำเร็จสักวัน



Links About Science Education

Ars Technica has a nice summary of a new website that should promote understanding of what science is and how it progresses.

Also, Adam Savage of MythBusters has three suggestions on how to improve science education. I'm practicing #1 and #3 in my teaching of small kids. For #2, I don't have a lot of budget, so I concentrate on things that can be found around the house to demonstrate how nature works. (Anyone has an electron microscope lying around unused? Want to donate?)

Friday, March 13, 2009

Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่หก (Train จบแล้ว รอสอบ Final)


(ต่อจาก "Mission วิดพื้นอาทิตย์ที่ห้า (Ode To Joy!)" ศุกร์ที่แล้ว ทั้งซีรี่ส์กด label pushup)

จบจากอาทิตย์ที่ห้า ต้องทำ exhaustion test อีกเพื่อดูว่าจะต้องทำโปรแกรมไหนในอาทิตย์ที่หก ปรากฏว่าทำได้ 62 ครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าร่างกายจะปรับตัวได้เร็วอย่างนี้ ทำ exhaustion test ครั้งแรกก่อนเริ่มโปรแกรมทำได้ 15 พอสิ้นอาทิตย์ที่สองได้ 30 สิ้นอาทิตย์ที่สี่ได้ 44 และสิ้นอาทิตย์ที่ห้าได้ 62 ครั้ง มากกว่าที่ผมทำได้ตอนอายุยี่สิบต้นๆ :-D แถมตอนนั้นน้ำหนักน้อยกว่านี้เกือบๆสามสิบกิโล

อาทิตย์ที่หกเป็นอาทิตย์สุดท้ายแล้ว จำนวนครั้งดูโหดกว่าอาทิตย์ก่อนๆขึ้นไปอีก

เริ่มวันจันทร์แบบไม่ค่อยมั่นใจ(เป็นอาการปกติเวลาเริ่มอาทิตย์ใหม่) เขาให้ทำ 45, 55, 35, 30, และไม่ต่ำกว่า 55 ก็เจ๊งเซ็ทสุดท้ายไปเยอะเหมือนกัน ทำได้ 45, 55, 35, 30, 40 (<-ตกไป 15) พักสักครู่ทำแถมได้อีก 7 และ 20 ไปตีแบดได้ OK แต่ตบไม่แรง วันอังคารเจ็บแขนและหน้าอกบ้าง สงสัยร่างกายซ่อมตัวเองกันใหญ่

วันพุธต้องทำ 22, 22, 30, 30, 24, 24, 18, 18, และไม่ต่ำกว่า 58 มองๆดูก็คิดว่าน่าจะพอทำแปดเซ็ทแรกได้ แต่เซ็ทสุดท้ายจะไหวหรือ ปรากฏว่าทำไปแปดเซ็ทแรกก็เหนื่อยบ้าง แต่ยังพอมีแรง เลยพักสูดออกซิเจนลึกๆ แล้วเริ่มเซ็ทสุดท้ายไปเรื่อยๆ แขนเริ่มหมดแรงตอนได้ 50 เลยปั๊มอากาศเข้าปอดเยอะๆลึกๆ แล้วทำไปเรื่อยๆโดยพยายามไม่คิดถึงความเจ็บที่แขน แล้วก็สำเร็จที่ 59 ครั้ง มากกว่า minimum ไปหนึ่งครั้ง พักอีกหลายนาทีเหมือนกัน แล้วแถมได้อีก 31 ครั้ง วันพฤหัสแขนและหน้าอกเจ็บเล็กน้อย น้อยกว่าวันอังคาร

วันศุกร์แอบดูว่าเซ็ทสุดท้ายต้องทำเท่าไร พอเห็นว่า 60 ก็คิดว่าพอมีโอกาสทำได้ เพราะมากกว่าวันพุธนิดเดียว เลยไม่ค่อยตื่นเต้น เซ็ทที่ต้องทำก็มี 26, 26, 33, 33, 26, 26, 22, 22, และอย่างน้อย 60 ก็ทำได้ครบหมดพอดีทุกเซ็ท แล้วแถมได้อีก 33

โปรแกรมให้พักวันสองวันแล้วพยายามทำ exhaustion test ให้ได้ถึง 100 อีกไม่นานก็คงรู้ผลว่าจะทำได้ไหม ถ้าไม่สำเร็จเขาให้ทำอาทิตย์ที่ห้าหรือหกใหม่

ปล.

1. จำนวนครั้งที่ฝีกวิดพื้นตลอดโปรแกรมทั้้ง 18 วันเป็นดังนี้: 41, 43, 63, 60, 68, 86, 80, 115, 130, 130, 164, 179, 176, 197, 237, 232, 278, 307 วันสุดท้ายมากกว่าวันแรกกว่าเจ็ดเท่า ดูเหมือนเป็นโปรแกรมที่ได้ผลมากพอควร

2. สองอาทิตย์แรกแย่กว่าอาทิตย์หลังๆ สำคัญมากที่ต้องไม่หยุดไปก่อน ร่างกายเริ่มปรับตัวได้ประมาณอาทิตย์ที่สาม

3. กราฟจำนวนครั้งที่วิดพื้นในแต่ละวัน:
4. น้ำหนักลดไปอีกหลายขีดเหมือนกัน น้ำหนักเหลือ 98.7 กิโลแล้ว (ศุกร์ที่แล้ว 99.5 ลดไปได้ทั้งหมดประมาณ 5-6 กิโลตั้งแต่เริ่มโปรแกรม)


Wednesday, March 11, 2009

An Interesting Account Of How To Teach Math

At the University of Illinois Urbana-Champaign, there is a class called Calculus and Mathematica. The class is intended to address the problem of learning mathematics where students don't understand why they are learning a particular thing and forget most of the things they are supposed to learn after they are done with the class.

From the FAQ:

As Sue C. Heffelfinger,M.D. put it: "My husband and I suffered through many years of dull college math, I for one didn't learn anything about calculus until I took physical chemistry." Like Dr. Heffelfinger, when most people reflect on the math courses they took in college or high school, they get a hazy look on their face. Those who have been through a conventional mathematics class are often hard-pressed to explain what the course was about. They remember math was hard but often have little memory of what they actually learned.

Often these classes presented students with collections of "skills" which they were to memorize. The problem was that many folks forgot these skill shortly after they completed the class. The skills had to be memorized because they meant little to the students' intellects.

C&M courses address this problem using modern technology to concentrate on the ideas and concepts of mathematics treating the "skills" as ancillary but sometimes important. Former C&M students can rekindle the skills when they need them because they have the conceptual background to understand what the "skills" try to do.


I always told my students that all the learning is done in their brains, I am just a guy to tell them something interesting exists and cannot make them learn anything. This is why I find this class description of active learning appealing.

BTW, I've been wondering about learning with tools such as Mathematica before.