Showing posts with label ไสยศาสตร์. Show all posts
Showing posts with label ไสยศาสตร์. Show all posts

Wednesday, July 27, 2011

แคลคูลัสของบาปบุญ???

ผมไปเจอเข้าครับ ทั้งเล่มมีบทสวดต่างๆที่บอกว่าถ้าสวดตามแล้วจะแก้ปัญหาแต่ละชนิดได้ ถ้าการสวดมนต์ แก้กรรม สะเดาะเคราะห์มันได้ผลจริง คนไม่น่าจะมีความทุกข์มากอย่างที่เห็นนะครับ ผมว่าการที่ของอย่างนี้แพร่หลายในสังคมบ้านเรามันคงชี้ให้เห็นถึงความสิ้นหวังและความไม่ใส่ใจแก้ไขปัญหาตามสาเหตุของแต่ละปัญหา หวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์นะครับ ปัญหาก็เลยอยู่เหมือนเดิมหรือสะสมแย่ขึ้นไปอีก


ที่ติดตาผมจนต้องเอามาเล่าก็คือเจ้าตารางจำนวนบุญบาปนี่แหละครับ ผมว่ามันตลกดีที่เขากล้าเขียนแบบมั่นใจมาก



สำหรับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ผมเคยเขียนไว้ที่ หวยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (หรือทำไมผมควรจะหยุดรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองไทย) และที่ เชื่อผิดๆ ซวยเพิ่มขึ้น ครับ

อย่าลืมว่าความเชื่องมงายไม่ฟรีเพราะ มีต้นทุนทางโอกาส เวลา เงิน และชีวิตครับ

Wednesday, January 26, 2011

กลของพวกหลอกลวงแบบหนึ่ง


ถ้าไม่เห็นรูปหรือวิดีโอ เข้าไปดูที่เว็บ http://kostuff.blogspot.com/ นะครับ

พวกหลอกลวงขายเหรียญควอนตัมและเครื่องรางของขลังจะบอกว่าของวิเศษของเขาทำให้ผู้ซื้อแข็งแรง กดแขนไม่ลงครับ แต่มันเป็นกล ถ้ากดลงแต่เฉียงๆออกจากตัวนิดหน่อยจะกดได้ง่าย ถ้ากดลงแต่เฉียงๆเข้าตัวนิดหน่อยจะกดยาก

ถ้าท่านอยู่บน Facebook ผมแนะนำให้เข้าไปดูกลุ่มต่อต้านการหลอกลวงที่ http://www.facebook.com/antipseudoscience นะครับ จะได้ช่วยๆกันเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ถูกคนอื่นหลอก บางเรื่องถึงตายได้เลยครับถ้าถูกเขาหลอก

สำหรับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ผมเคยเขียนไว้ที่ หวยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (หรือทำไมผมควรจะหยุดรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองไทย) และที่ เชื่อผิดๆ ซวยเพิ่มขึ้น ครับ

Sunday, July 12, 2009

วัดธรรมกายเอาเด็กมารวมกันเป็นแสนคน ขณะที่ประเทศไทยกำลังหาทางควบคุมโรคหวัดสายพันธ์ุใหม่

ผมกำลังติดตามสถานการณ์โรคหวัดสายพันธ์ุใหม่อยู่ แม้ว่าความคิดผมคือเราคงจะป้องกันการระบาดได้ยากมาก แต่ก็น่าจะมีทางยืดเวลาการระบาดเต็มที่ให้นานออกไป (นานจนนักวิทยาศาสตร์พบว่าจะมีทางสร้างวัคซีน หรือเข้าใจตัวไวรัสได้มากขึ้นจะได้ลดความรุนแรงลง) ถ้าเราไม่ทำอะไรโง่ๆ เช่นนำคนจำนวนมากจากทั่วประเทศมาอยู่รวมกัน โดยที่คนเหล่านี้มีโอกาสติดเชื้อ แล้วส่งพาหะเหล่านี้กลับไปที่ต่างๆทั่วประเทศ

ปรากฏว่าวัดธรรมกายทำอย่างนั้นเป๊ะเลยครับ

คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าคอนเสิร์ตเอาคนมารวมกัน 20,000 คนแล้วมีคนติดโรคแล้วตาย 1-2 คน (ดังข่าวสัปดาห์ที่แล้ว) วัดธรรมกายเอาคน 400,000 คนมารวมกัน คนจะตายกี่คน ผมประมาณแบบหยาบๆ (หยาบมากๆ) พอให้ได้ idea ว่าคำตอบน่าจะอยู่ระหว่าง best case และ worst case โดยที่ best case คือคนที่มีเชื้อยังไม่มีเวลาพอที่จะแพร่ให้คนส่วนใหญ่ และ worst case คือมีเวลาพอที่จะมีการผสมปนเปกันไปหมดระหว่างคนที่มีเชื้อและไม่มีเชื้อ

ใน best case ผมประมาณว่าถ้ามีคนส่วนใหญ่ยังไม่ติดเชื้อ จำนวนคนที่ตาย น่าจะแปรผันตรงกับ จำนวนคนที่มีเชื้อที่มาร่วมงาน คูณกับค่าคงที่ ซึ่งปริมาณคนที่ติดเชื้อที่มาร่วมงานก็แปรผันตรงกับจำนวนคนทั้งหมด ดังนั้น คนมารวมกัน 400,000 คนก็น่าจะมีคนตายเป็น 400,000/20,000 = 20 เท่าของคนรวมกัน 20,000 คน = 20 x (ตาย 1-2 คน) = ตาย 20-40 คน

ใน worst case ผมประมาณว่าถ้ามีคนส่วนใหญ่ยังไม่ติดเชื้อ จำนวนคนที่ตาย น่าจะแปรผันตรงกับ จำนวนคนที่มีเชื้อที่มาร่วมงาน คูณกับจำนวนคนยังไม่ติดเชื้อที่มาร่วมงาน โดยที่จำนวนทั้งสองก็ต่างแปรผันตรงกับจำนวนคนทั้งหมด ดังนั้น คนมารวมกัน 400,000 คน ก็น่าจะมีคนตายเป็น (400,000/20,000)(400,000/20,000) = (20)(20) = 400 เท่าของคนรวมกัน 20,000 คน = 400 x (ตาย 1-2 คน) = ตาย 400-800 คน

การป้องกันระวังตัวมากขึ้นเป็นการลดขนาดค่าคงที่ในอัตราการแปรผันตรงเท่านั้น และเนื่องจากการชุมนุมที่วัดนานกว่าระยะเวลาคอนเสิร์ตหลายเท่า ผมจึงคิดว่าสิ่งที่วัดบอกว่าได้ระมัดระวังอย่างมากแล้ว ก็คงไม่สามารถลดการแพร่เชื้อจนเป็นศูนย์ได้

แน่นอนคำตอบที่ใกล้ความจริง ต้องใช้แบบจำลองที่ละเอียดและถูกต้องมากกว่านี้ แต่การประมาณหยาบๆก็ให้ idea คร่าวๆกับเราได้ จำนวนคนเป็นสิบ หรือร้อย (หรือแม้แต่เพียงคนเดียว) ที่จะตายจากเหตุการณ์ไม่เข้าท่าแบบนี้ ก็เป็นการตายที่ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง (เพราะหลีกเลี่ยงได้ถ้าผู้ใหญ่ไม่ไปบังคับเด็กให้มาร่วม)

ในฐานะที่ผมค่อนข้างจะเชื่อว่าคำสอนในพุทธศาสนาเป็นคู่มือการใช้สมองสำหรับ Homo sapiens ที่น่าจะเข้าท่ามาหลายศตวรรษแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพระผู้ใหญ่นั่งรถเบนซ์ทั้งหลายจึงตามบี้สันติอโศก แต่ปล่อยให้ธรรมกายทำเรื่องหลายๆเรื่องที่ไม่เข้าท่าอย่างนี้ เป็นผลจากอามิสหรือเปล่า (นักวิทยาศาสตร์มักจะพูดว่า "ค่อนข้าง" และ "น่าจะ" เพราะพวกเราถูกฝึกมาให้รู้ว่าเรารู้น้อยแค่ไหน และค้นหาความจริงในธรรมชาติได้ยากแค่ไหน และเราไม่ควรแต่งเรื่องมาหลอกผู้คน (+ห้ามใครเถียงด้วย!) เมื่อเรายังไม่ค้นพบว่าความจริงมีหน้าตาคล้ายๆแบบไหน)

มีความเห็นในข่าวที่ผมไปอ่าน ที่ผมเห็นด้วยแต่ไม่มีปัญญาเขียนได้ จึงขอคัดลอกมาดังนี้ :

ความคิดเห็นที่ 44

จุดประสงค์ของการปฏิบัติธรรมก็เพื่อการละคลาย หลุดพ้นออกจากสังสารวัฏ ออกจากความวุ่นวายและลักษณะทางโลก ออกจากหัวโขนและตำแหน่ง ออกจากอันดับและการลำดับชั้น ออกจากชื่อเสียงและเกียรติยศ

จะสังเกตได้ชัดๆว่าสำนักที่เห็นผิดโดยอ้างว่าช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.สำนักนั้นเน้นความเป็นใหญ่ ความเป็นอันดับ1

สิ่งนี้คือ ทิฏฐิมานะและอัตตา ความยึดมั่นในชื่อเสียงและความอลังการของ"ตัวตน" แท้จริงแล้วไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นเพียงบัญญัติสมมุติเท่านั้น จริงอยู่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ใครจะหลุดพ้นจากตัวตน เพราะเป็นธรรมที่ทวนกระแสโลก แต่หากผู้เผยแผ่ธรรมะหรือเจ้าสำนักต่างๆ ทำตัวเป็นผู้ส่งเสริมตัวตนหรืออัตตาซะเอง จะกล่าวไปใยถึงเหล่าปุถุชนที่เดินตาม

ท่านรู้ไหม ผู้ที่กล่าวประโยคที่ว่า
"อันตัวข้าพเจ้าเป็นดั่งผ้าเช็ดธุลี" คือใคร
ตอบ ท่านพระสารีบุตร ผู้ที่มีปัญญารองจากพระพุทธเจ้า
ท่านคือหนึ่งในยอดของพระอรหันตสาวก แต่ดูสิท่านกลับเป็นผู้ที่ไม่ถือตัวว่ายิ่งใหญ่ หรือถือตัวว่าเป็นผู้เลอเลิศ

ดังนั้นสำนักใดใครว่าอะไรนิดหน่อยก็ง้างคนอื่นขึ้นทุกประเด็นโดยมิรับฟังเหตุผลที่สมควร หรือมิยอมที่จะลงให้กับผู้ใดเพราะถือตนว่าเป็นที่1
ขอให้ทราบไว้ว่า นั่นเป็นวิสัยของพญามาร

2.สำนักนั้นมีการเรี่ยไรเงินทองอยู่เป็นนิตย์

ถ้าหากมั่นคงในผลของกรรมแล้ว การจะได้เงินมาบำรุงสำนักหรือไม่ ก็อยู่ที่วิบากดีชั่วมิใช่หรือ ใยต้องทำผิดพระวินัยหรือทำในสิ่งที่ขัดกับแนวทางของพระพุทธศาสนา

พระพุทธองค์หรือคณะสงฆ์ในสมัยพุทธกาล แม้การไปบิณฑบาต ก็มิใช่การขอหรือเรี่ยไร แต่เป็นการไปโปรดญาติโยมให้มีโอกาสทำบุญเจริญกุศล ท่านเหล่านั้นได้เพียงอาหารเพื่อให้อยู่รอดที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ การรับของท่านเหล่านั้น ปราศจากกามและเกียรติยศชื่อเสียงค้ำคอ

แม้การกินอยู่ของท่านเหล่านั้นยังเป็นไปเพื่อผู้อื่น มิใช่เพื่อชื่อเสียงหรือความเป็นใหญ่ของตน

3.สำนักนั้นตีค่าปริมาณของวัตถุให้เท่ากับค่าของบุญ

เป็นความเข้าใจที่ผิดและยังเอาความเข้าใจนี้ไปบอกต่อคนจำนวนมากให้เห็นผิดมากขึ้นไปอีก เคยมีเรื่องเล่าในสมัยหลังพุทธกาลไม่นานนัก ที่กล่าวถึงบุพกรรมของเทพบุตรองค์หนึ่งซึ่งมีวิมานและรัศมีเจิดจรัสกว่าใครเพื่อน จึงได้สอบถามว่าท่านได้กระทำกรรมอันใดมา ปรากฏว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ท่านเป็นเพียงชาวนาที่ไม่มีโอกาสเจริญบุญกุศลเลย วันๆเอาแต่ทำนา แต่มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่กำลังนั่งพักกลางวันกำลังจะเอาข้าวอันน้อยนิดเข้าปาก ก็มีอีกาบินลงมาเกาะข้างๆแล้วมองหน้าชาวนาท่านนี้ ชาวนาท่านเมื่อเห็นสีหน้าอีกาก็รู้ว่าคงจะหิวมาก แต่ทำไงดีล่ะในเมื่อข้าวมีแค่อุ้งมือเดียว แต่ด้วยใจที่สละออก แม้มีน้อยก็ยังให้ได้ ท่านจึงสละข้าวนั้นให้แก่อีกา ด้วยคิดว่าตัวท่านน่าจะยังไหว แต่อีกาอาจจะตายแน่เพราะหุงหากินเองไม่ได้ แต่แล้วด้วยความเหนื่อยล้าและไม่ได้กินอาหาร ท่านจึงขาดใจตายตรงนั้น จึงยังผลให้ท่านเป็นเทพบุตรด้วยบุญสุดท้ายที่กระทำก่อนตายเพียงบุญเดียว แต่มีผลให้เสวยทิพยสมบัติหลายพันปี ด้วยจิตที่คิดสละออกนั่นเอง จะกล่าวไปใยถึงผู้ที่หมั่นเจริญบุญกุศลแท้ๆเป็นอันมาก สมดังกับพระพุทธพจน์บทหนึ่งที่กล่าวทำนองว่า "หากสัตว์ทั้งหลายรู้ผลของทานเหมือนเรารู้แล้วไซร้ สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่บริโภคก่อนที่จะให้เลย"
ท่านลองนึกดูว่า แม้เพียงข้าวเพียงอุ้งมือเดียว แต่จิตใจนั้นยิ่งใหญ่ที่จะสละออกไป โดยไม่นึกถึงว่าตัวเองจะรอดหรือไม่ เป็นมหากุศลเพียงใด ดังนั้นคุณค่าของบุญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณของวัตถุเสมอไป แต่อยู่ที่ใจหรือเจตนาที่เป็นกุศล ไม่ใช่โลภะที่ทำบุญเหมือนการลงทุนอะไรสักอย่าง ถ้าคิดแบบนี้ก็มีแต่จะขาดทุน เพราะอกุศลจิตเกิดแม้เพียง1ขณะจิต ก็มีผลงอกเงยสะสมเป็นผลของอกุศลในที่สุด

เมล็ดต้นมะม่วงปลูกลงไปในดิน ต้นของมันก็เจริญเติบโตขึ้นมาออกใบ ออกดอก ออกผล ฉันใดก็ฉันนั้น ผลของกรรมทั้งดีและชั่วย่อมให้ผลเกินตัว เพราะอกุศลจิตขณะที่กระทำชั่วหรือคิดอกุศลมีปริมาณที่มากแม้จะกระทำชั่วไปแค่ครั้งเดียว แต่ทำสิ่งใดย่อมได้ผลของสิ่งนั้นเสมอ

4.สำนักนั้นปฏิเสธพระไตรปิฎกโดยอ้างการปฏิบัติเพียงอย่างเดียว หรือบิดเบือนพระไตรปิฎก หรือ นำพระไตรปิฎกมาอ้างการปฏิบัติด้วยการตีความที่เข้าข้างความคิดเห็นของตนเองหรือมายามารที่ลวงให้เชื่อว่านั่นคือผลของการปฏิบัติ

เพราะพระไตรปิฎกเป็นตัวแทนของพระศาสดา ดังที่พระพุทธพจน์ที่ทรงตั้งพระธรรมวินัยนี้เป็นพระศาสดาแทนพระองค์มิได้ตั้งใครเป็นพระศาสดาแทนพระองค์ มิได้สั่งว่าหลังจากปรินิพพานแล้วจะกลับมาหาอีก พญามารก็สามารถแปลงกายเป็นพระพุทธเจ้ามาหลอกผู้ปฏิบัติได้ หากไม่ตรวจสอบกับพระธรรมวินัย ก็ย่อมเป็นเครื่องมือของมารในการทำลายพระพุทธศาสนา ย่อมหลอกให้คนรุ่นหลังหลงเชื่อว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาหาจริงๆ หรือคิดว่าสามารถขึ้นไปเดินเล่นบนเมืองนิพพานได้ คิดว่านิพพานมีบ้านมีเมืองสวยงาม
(เป็นโลภะและโมหะ ที่พอใจหลงใหลไม่รู้สึกตัว)

สำนักใดที่นำพระไตรปิฎกมาบิดเบือนหรือพยายามตีความพระไตรปิฎกเพื่อเข้าข้างความคิดเห็นตนเอง ย่อมนำความหายนะมาสู่พระศาสนาเป็นอันมาก

5.สำนักนั้นมีวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง รวมทั้งมีการนำเครื่องรางของขลังออกมาปล่อยเช่าบูชาอยู่เสมอ

สิ่งเหล่านี้เป็นความวิบัติของพุทธศาสนิกชนและพระพุทธศาสนา เป็นการเจริญของโลภะ ถ้าเป็นไปเพื่อการ"ได้" ไม่ใช่การ"ละ" ก็ย่อมหมายถึงการยืดสังสารวัฏให้ยาวออกไปอีก พระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์ต่างๆ แต่ละท่านก็มีคุณงามความดีให้ยึดถือและจดจำ นำไปปฏิบัติตาม มีพระธรรมคำสอนสืบต่อกันมาเพื่อให้ศึกษาให้เข้าใจและประพฤติตามธรรมอย่างสมควรแก่ธรรม เมื่อเพียรเช่นนี้จนมั่นคงแล้ว ท่านเรียกว่ามีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคน ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม หากมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ แล้วยังต้องการมีรูปหรือวัตถุเป็นเครื่องระลึกถึง แม้เพียงรูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ตัดมาใส่กรอบก็ศักดิ์สิทธิ์ได้ เพราะอยู่ที่ใจว่ายิ่งใหญ่แค่ไหนในการถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ หากเริ่มเป็นการสะสมพระ หรือเล่นพระเมื่อไหร่ หรือเริ่มขออานิสงส์ขอความช่วยเหลือจากเครื่องรางหรือวัตถุมงคลเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคือวิบัติของศาสนาพุทธ เพราะนั่นไม่ใช่เจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นไปเพื่อการละคลายแม้แต่น้อย มีแต่ความต้องการซึ่งเป็นโลภะอย่างละเอียด

หวังว่าข้อความเล็กน้อยเหล่านี้
จะเป็นประโยชน์ต่อสาธุชนไม่มากก็น้อย

อดีตปทุมมา

Saturday, December 29, 2007

การดูโหงวเฮ้งอาจจะไม่ใช่เรื่องหลอกลวง(ไปทั้งหมด)!!!

(เรื่องนี้ต่อจาก ทำไมการดูชะตาชีวิตด้วยวันเดือนปีเกิดจึงไม่น่าจะทำได้)

ผมอ่านเนชั่นสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2550 ถึงบทความเรื่อง "ระทึก 'เหลือง-แดง' ลุ้นเอกภาพ '5 อรหันต์' ปัจจัยชี้ขาดศึกชิงอำนาจ" ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่ หนึ่งในห้ากรรมการ กกต. ดูเหมือนจะทำงานชักช้า เหมือนใส่เกียร์ว่าง ไม่ทำหน้าที่ของตนให้เต็มที่

ผมเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว แต่จำชื่อคนใส่เกียร์ว่างไม่ได้ ผมเลยดูรูป กรรมการ กกต. ทั้งห้า แล้วถามตัวเองว่า "ถ้าดูจากหน้า ใครเป็นกังฉินเอ่ย" แล้วผมก็เลือกหน้าไว้หนึ่งหน้า จำชื่อไว้ แล้วอ่านบทความ

ตรงเผง!

ผมเลยวิ่งไปหาคนในบ้านอีกสี่คน (ทีละคน มีเพียงคนเดียวที่มี DNA คล้ายผม) ให้แต่ละคนเลือกหน้าหนึ่งหน้า หลังจากผมตั้งคำถามว่า "ให้ดูหน้าคนเหล่านี้ ไม่ต้องคิดอะไรมาก คนไหนเป็นกังฉิน"

ตรงเผงทุกคน!!

ถ้าใครสนใจดูรูป(และบทความส่วนหนึ่ง)ที่ผมสแกนไว้ขนาดใหญ่หน่อยได้ที่นี่นะครับ ลองดูว่าทายถูกไหม หรือไม่งั้นก็ไปซื้อเนชั่นสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2550 มาอ่าน หนังสือเขามีอะไรดีๆนอกจากบทความนี้อีกเยอะ
--- - ---- - ----- ---------
ป.ล.

1. โอกาสที่คนห้าคนจะทายตรงกันว่ากังฉินคือคนไหนโดยมีสมมติฐานว่าหน้าคนไม่มีความสัมพันธ์กับความเป็นกังฉิน (pure-chance model) = 1/5 x 1/5 x 1/5 x 1/5 x 1/5 = 1/3,125 หรือประมาณ หนึ่งในสามพัน

2. คนเขียนข่าวอาจจะเลือกรูปที่ดูกังฉินมากๆมาให้เราดูก็ได้ ถึงทายถูกง่ายๆ

3. ถ้าคุณคิดว่าคุณดูโหงวเฮ้งได้ ลองไปแยกแยะ ระหว่างฆาตกรต่อเนื่องและนักคอมพิวเตอร์ที่ Programming Language Inventor or Serial Killer? หรือแยกแยะระหว่าง ผู้อ่านข่าวและนางเอกหนังโป๊ที่ Fox News Anchor or Porn Star?

4. เก๊าเพื่อนผมเป็นคนแรกที่บอกผมว่าในบรรดา "ศาสตร์" ที่(น่าจะ)หลอกลวงชาวบ้านทั้งหลาย (เช่น โหงวเฮ้ง โหราศาสตร์ ดูลายมือ เลขนำโชค ปลุกเสกพระเครื่อง ฮวงจุ้ย ผูกดวง แก้เคราะห์ เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนชีวิต ดูฤกษ์แต่งงาน หินนำโชค จ่ายเงินมากๆแล้วมีโอกาสถึงนิพพาน ฯลฯ) โหงวเฮ้งอาจมีความจริงปนอยู่มากที่สุด เพราะอาจจะมีความสัมพันธ์ทางกายภาพ (DNA และความเครียด) กับความประพฤติ สงสัยว่าเขาจะพูดถูก

5. สำหรับคนที่ไม่มีอารมณ์ขัน ผมเขียนเรื่องนี้แบบไม่ซีเรียสนะครับ อย่าเครียด

Thursday, November 15, 2007

หวยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (หรือทำไมผมควรจะหยุดรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองไทย)


ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง* ผมว่าเราสามารถมองการหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าคล้ายๆกับการเล่นหวย** ด้วยเหตุผลดังนี้

1. โอกาสที่จะถูกหวยน้อยมาก
2. คนซื้อหวย เพราะไม่มีหนทางจะร่ำรวยแบบอื่น
3. มีเจ้ามือหวยคอยรับผลประโยชน์จากการเล่นหวยของเรา
4. หลายคนบอกว่าเล่นหวยแล้วสนุก หรือดีกว่าอยู่ปล่าวๆ
5. หลายคนมักจะสำคัญตนผิดว่ามีเลขเด็ด หรือมีเคล็ดลับในการทำให้หวยออกให้ถูก
6. หลายคนเล่นหวย เพราะหวังผลเลิศ กะจะรวยโดยไม่ทำงาน

คุณเห็นด้วยไหมว่าการแก้ปัญหาตามเหตุตามผล แทนที่จะไปทำพิธีไสยศาสตร์น่าจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่า
--- - ---- - ----- ---------
*ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผมว่าไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคอยดลบันดาลอะไรให้หรอกครับ บางคนอาจจะบอกว่าถ้าไม่เคยเห็นอะไรไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี พูดแบบนั้นก็ถูก แต่ว่าผมก็ไม่เคยเห็นช้างบินได้เหมือนกัน ผมก็เลยดิดว่าผมควรดำเนินชีวิตไปด้วยสมมุติฐานว่าไม่มีช้างบินได้ดีกว่า เนื่องจากน่าจะใกล้สภาพความจริงของธรรมชาติจักรวาลมากกว่า ไว้ถ้ามีหลักฐานว่าช้างบินได้จริงๆอย่างแน่ชัดค่อยปรับความเชื่อ อีกอย่างก็คือการที่บอกว่าอะไรบางอย่าง (X) มีจริงๆนั้น ควรหาหลักฐานมาสนับสนุนว่า X มีจริงๆ ไม่ใช่บอกว่าถ้าหาหลักฐานว่า X ไม่มีไม่ได้ แล้วแสดงว่า X คงมีตัวตน

บางคนบอกว่ามีการดลบันดาลจริงๆ ซึ่งคำถามที่เราต้องถามก็คือรู้ได้อย่างไรว่าเป็นการดลบันดาล และไม่ใช่ random chance หลักฐานเป็นอย่างไร คุณภาพของหลักฐานเป็นอย่างไร เราจะแบ่งแยกอย่างไรระหว่างผู้วิเศษกับนักมายากล

**สมมุติว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เราก็ควรประมาณผลกระทบ และความน่าจะเป็นที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดลบันดาลอะไรให้ ถ้าพบว่าโอกาสน้อยกว่าถูกหวย เราก็ไม่ควรไปหวังพึ่งอยู่ดี เพราะเราไม่อาจฝากความหวังว่าจะล้างหนี้สินด้วยเงินรางวัลจากหวยได้ อีกอย่างเราต้องระวังผู้วิเศษที่ได้ผลประโยชน์จากความเชื่อของเราด้วย

ความเชื่องมงายไม่ฟรีเพราะ มีต้นทุนทางโอกาส เวลา เงิน และชีวิต