Friday, September 03, 2010

หนังสือแนะนำ (อีกแล้ว): i (ไอ)

หนังสือชื่อ "i" ครับ เป็นหนังสือเกี่ยวกับประโยคต่างๆในภาษาอังกฤษที่เริ่มต้นด้วยตัว "i" ครับ เขียนโดยคุณภูมิชาย บุญสินสุข


หน้าปกเขียนไว้ว่า "อยากพูดภาษาอังกฤษ เริ่มต้นตรงไหนดี ขอแนะนำให้เริ่มตรงนี้ ตัวไอ, ของไอ" ผมเห็นก็เลยหยิบขึ้นมาดู ปรากฎว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุกมาก

ยกตัวอย่างสักประโยค:


ตัวอย่างประโยคที่มีในเล่ม

ราคา 195 บาทเท่านั้นครับ


Sunday, August 08, 2010

Chronology of Computation of π

π, the ratio between the circumference and the diameter of every circle on a flat plane, has been calculated to 5 trillion digits using a big personal computer in 2010.

Since π is irrational, the number of digits is infinite and we will calculate even more digits in the future. Beyond a few tens of digits or so, the exercise is done mostly to improve our computational techniques and to test hardware reliablity (and of course, some bragging rights.) Engineering calculations only need at most 16 digits to cover all conceivable projects on earth. All intergalactic calculations in the future should not require more than 64 digits or so.

Wikipedia has a chronology of the π computation and I've plotted the number of digits vs. year below. Note the log scale of the vertical axis.


There seem to be three phases of techniques/technologies involved in the computations of π throughout the history. The first part is from a few thousands years ago until 1400 A.D. or so where calculations were done mostly with geometric figures. The second part is from 1400 to 1900 A.D. where calculations were done manually using infinite series. The third part is after 1946 where electronic computers and fast-converging series were used. The three parts correspond to the three different slopes of the plot above.

After 1946, with electronic computers, the number of digits seems to grow approximately exponentially. This might reflect the exponential advance in computer speed since a small number of infinite series families were used in the computations. Here's the plot after 1946:




For more interesting info, check out Wikipedia's page on the history of π calculations.

Friday, August 06, 2010

ข่าวน่่าชื่นใจ

เด็กอายุ 18 ช่วยเกลี้ยกล่อมไม่ให้คนฆ่าตัวตาย ข่าวตัวเต็มอยู่ที่นี่ครับ

"ตอนนั้นมีคนเดินผ่านไปผ่านมา แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรเลย ส่วนเจ้าหน้าที่จราจรที่ทำงานอยู่ข้างล่าง ผมก็พยายามส่งสัญญาณเรียกแล้ว แต่พี่ตำรวจก็ไม่ได้ยิน ซึ่งผมเองจะร้องเรียกเสียงดังก็เกรงว่าพี่สาวข้างหน้าจะตกใจ และคิดสั้นกระโดดสะพานลอยลงมา ผมจึงคิดตัดสินใจลองพูดเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง"

และอีกข่าว หญิงท้องแก่ช่วยตำรวจจับคนร้ายชิงรถ ข่าวตัวเต็มอยู่ที่นี่ครับ

"น.ส.ธิติมา กล่าวว่า วานนี้ (4 ส.ค.) ตนได้ขับรถผ่านมาประสบเหตุพอดี จึงได้จอดสอบถามเหตุการณ์จาก น.อ.หญิง อังคณา จากนั้นก็รีบโทร.แจ้ง 191 ก่อนประสานไปยังสถานีวิทยุ จส.100 ทันที จากนั้นตนก็เลี้ยวรถออกมาตามถนนเพชรเกษม และพบรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ของ น.อ.หญิง อังคณา ที่ถูกโจรกรรมมาขับมุ่งหน้าเข้าไปในถนนพุทธมณฑลสาย 1 ตนจึงตัดสินใจจึงขับตามไปห่างๆ เนื่องจากเกรงว่าคนร้ายจะมีปืน ซึ่งระหว่างทางก็ได้ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์กับตำรวจ 191 โดยตลอด กระทั่งมาคลาดกันภายในถนนภายในซอยหมู่บ้านเศรษฐกิจ เพราะเส้นทางซับซ้อน จนมาทราบว่าคนร้ายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ในที่สุด"

Wednesday, August 04, 2010

Monkeynomics! :-D

This is super interesting. The talk suggests that our irrational decisions are hardwired in the brain, since monkeys (whose most recent common ancestors we share lived about 35 million years ago), make the same kind of irrational decisions.

(If you have trouble listening to English, there's a transcript on the linked page too.)


ยกของหนักด้วยอากาศสำหรับป. 1+2+3 กลหลอกพ่อแม่สำหรับอนุบาล 2+3

ย้ายไป http://witpoko.com/?p=175 แล้วครับ

Tuesday, July 27, 2010

ข่าวน่่าชื่นใจ

อ่านแล้วชอบครับ เลยมาบันทึกไว้ ข่าวเต็มอยู่ที่นี่ครับ

... “ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่เอา!” เด็กชายวัย 11 ขวบ พูดอย่างเด็ดเดี่ยว “เราไม่มีเงินรักษาอาการป่วยของพ่อ เราก็ทุกข์ใจแทบตาย คนที่ทำเงินหายก็ทุกข์ใจแทบตายเช่นกัน” ดังนั้น เด็กชายอี้ว์ จึงตัดสินใจนำเงินไปให้ตำรวจ เพื่อสืบหาและคืนแก่เจ้าของโดยเร็ว...

...ขณะที่อี้ว์ ซื่อจวิน พ่อที่ตาใกล้บอด ชื่นชมลูกชายว่า “ลูกทำถูกต้องแล้ว ไม่เสียแรงเปล่าที่ได้อบรมสั่งสอนมา”...

Monday, July 19, 2010

โฆษณา "ขอโทษประเทศไทย"

เขาทำได้ดีนะครับ เลยเอามาลิงค์ไว้ที่นี่ ไม่รู้ว่าจะแบนทำไม พวกนี้ชอบกลัวเรื่องประเทืองปัญญาและความจริงเหลือเกิน

Wednesday, July 14, 2010

Links I Shared on Facebook

Since I found a button to easily share interesting links on Facebook, I have used it so much. You can see those links at http://www.facebook.com/posted.php?id=552001173

Tuesday, June 29, 2010

ผิวหนังและการระเหยสำหรับเด็กป. 1+2+3 และปืนใหญ่ลมสำหรับเด็กอนุบาล 2+3

ย้ายไป http://witpoko.com/?p=183 แล้วครับ

เรียนรู้จากประสบการณ์ผู้อื่น


ธีธัช: ปะป๊าเห็นผมทอมหรือเปล่า (เพื่อนธีธัชชื่อทอมตัดผมทรงสกินเฮด)
ผม: เห็นแล้ว (วันนี้ผมเข้าไปสอนที่โรงเรียนธีธัช)
ธีธัช: ธีธัชจะตัดผมแบบทอม
ผม: เอาเลยลูก ปะป๊าก็ตัดแบบนั้นแล้วหัวปะป๊าก็ล้านแบบนี้เลย (ชี้หัวล้านของผม)
ธีธัช: ไม่เชื่อ (ทำหน้าลังเล)
ผม: อ้าว อย่างนี้ก็ต้องลองดู
ธีธัช: เดี๋ยวธีธัชดูหัวทอมก่อนดีกว่า ว่าล้านหรือเปล่า

ธีธัชเงียบไปสักพักแล้วหาเหตุผลมาสนับสนุนใหม่
ธีธัช: ปะป๊าเคยบอกว่าหัวล้านเพราะมีอะไรไปบอกเส้นผมให้หยุดยาว (ผมเคยสอนเด็กๆอนุบาลแล้วเคยพูดถึงรากผมและฮอร์โมนเพศชายที่บอกให้รากผมหยุดสร้างผม) ตัดผมมันจะไปบอกให้เส้นผมหยุดโตเหรอ ต้องรอดูนะ

Tuesday, June 22, 2010

คำถามตอนทานข้าวเย็น

ธีธัช: ปะป๊าครับ ถ้าเราเดินทางรอบโลก มันจะไกลเท่ากับไปดวงอาทิตย์หรือเปล่า

ผม: ไม่ใช่ลูก เราต้องเดินทางรอบโลก 4,000 รอบถึงจะเท่ากับไปดวงอาทิตย์ ธีธัชนับ 1 ถึง 100 ได้ใช่ไหม ธีธัชต้องนับ 1 ถึง 100 สี่สิบรอบถึงจะได้ 4,000 (รอบโลกประมาณ = 40,000 กิโลเมตร ระยะทางไปดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโล ผมหารในใจคร่าวๆได้เกือบๆ 4,000)

ธีธัช: โอ้โห แล้วไปดาวใกล้ๆมันไกลแค่ไหนครับ

ผม: (อูย จำได้แต่ว่าดาวใกล้ๆมันห่างไปประมาณ 4 ปีแสง หรือแสงเดินทางวินาทีละสามแสนกิโล ต้องใช้เวลาสี่ปี แต่บังเอิญจำได้ว่าระยะทางไปดวงอาทิตย์แสงใช้เวลา 8 นาทีกว่าๆ) มันไกลมากเลยลูก เอาอย่างงี้นะ ถ้าเราขับรถเร็วมากๆได้ แล้วขับไปดวงอาทิตย์ได้ใน 10 นาทีเหมือนเราขับรถไปโรงเรียนพลอยภูมิ เราต้องขับรถไปสี่ห้าปีน่ะลูกถึงจะไปถึงดาวใกล้ๆ

ธีธัช: (ตาโต อ้าปากค้าง)

ธีธัชทานข้าวต่อไปสักพัก พอเริ่มทานกระยาสาทรเป็นของหวาน ก็เริ่มบิออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วถามต่อ

ธีธัช: (ชูกระยาสาทรสองชิ้น ชิ้นหนึ่งใหญ่กว่าอีกชิ้นนิดนึง) ถ้าชิ้นนี้เป็นโลก ชิ้น(ที่ใหญ่กว่านิดนึง) เป็นดวงอาทิตย์ได้ไหมครับ

ผม: (จำได้ว่าเส้นผ่านศูนย์กลางดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลกประมาณ 100 เท่า) ดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าเยอะเลยลูก (ชูปลายนิ้วโป้งขนาดประมาณ 2 เซ็นติเมตร) ถ้าโลกขนาดเท่าปลายนิ้ว ดวงอาทิตย์จะขนาดประมาณนี้เลย (กางแขนจนสุดแล้วกวาดเป็นวงกลม ผมกางแขนได้ประมาณ 180 เซ็น ไม่ถึงสองเมตร)

ธีธัช: (ตาโต) โอ้โห

ปล. ผมบันทึกเรื่องเกี่ยวกับขนาดและเวลาไว้บ้าง เผื่อคุณพ่อคุณแม่เอาไปคุยกับลูกนะครับ: ตีลูกให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว, ถ้าจะพยายามเข้าใจช่วงเวลานานๆ..., เดาขนาดดวงจันทร์จากสุริยุปราคา

กล้องจุลทรรศน์สำหรับเด็กป. 1+2+3 และทำการทดลองเรื่องแม่เหล็กให้เด็กอนุบาล 2+3 ดู

ย้ายไป http://witpoko.com/?p=186 แล้วครับ

Sunday, June 13, 2010

Some Interesting Eyes For Kids

My kindergarten kid (Tatia) is learning about eyes, and here are some links of interesting eyes: Giant squid eyes (which can be as big as a human head), spider eyes (up to 6-8 eyes), and bee eyes (with individual lenses.)

Monday, April 26, 2010

คำถามเรื่องการป้องกันตัว

ผมยังไม่ได้คุยกับทนายหรือผู้พิพากษานะครับ แต่เท่าที่ค้นหาดูในอินเตอร์เน็ตเฉยๆ (เช่น http://law.longdo.com/node/701) รู้สึกว่าคนไทยที่เคารพกฏหมายเสียเปรียบกุ๊ยครับ ตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงหยุดท่านจะเข้าตรวจค้น ท่านสามารถยิงกระบาลพวกเขาได้หรือไม่? คำตอบคือไม่ได้นะครับ นอกจากเขาจะทำอันตรายท่าน

หรือเขาจะทำร้ายท่านแต่ท่านยิงเข้าเป้าหลายลูกเนื่องจากฝึก double tap + head shot มา ท่านก็อาจถูกว่าทำเกินกว่าเหตุนะครับ

เป็นพลเมืองดีทำตามกฏหมายนี่เสียเปรียบพวกกุ๊ยนะครับ จะพึ่งเจ้าหน้าที่รัฐก็ดูจะหวังไม่ค่อยได้เอาซะเลย


Sunday, April 11, 2010

หนังสือแนะนำ (อีกแล้ว): ฟิสิกส์ 6 บทสุดง่าย


เป็นหนังสือที่แปลมาจาก Six Easy Pieces ของ Richard P. Feynman นะครับ ราคา 190 บาทเท่านั้น

ใครก็ตามที่สนใจว่าธรรมชาติทำงานอย่างไรควรจะอ่านเล่มนี้ก่อนครับ ความจริงทุกคนที่เรียนวิทยาศาสตร์ควรจะอ่านก่อน ไม่งั้นจะสับสนว่าเรียนวิทยาศาสตร์ไปทำโจทย์หรือไปสอบเท่านั้นหรือ หนังสือมีหกบทที่คัดเลือกมาจากบทบรรยายของ Richard Feynman ที่สอนนักเรียนฟิสิกส์เมื่อนานมาแล้ว เนื้อหายังดีมากอยู่ครับไม่ล้าสมัย

Saturday, March 27, 2010

Content Aware Fill

Yesterday, I was very impressed and amazed by the video showing the Content Aware Fill feature in the upcoming version of Photoshop. I was wondering what kind of algorithm made that feature possible. Today, I stumbled on a blog post showing that this feature has been available for the Gimp (an open source image editor) for some time. The image processing plugin is called Resynthesizer. Resynthesizer is described in Paul Harrison's Ph.D. thesis.



A few other interesting algorithms for content aware editing can be found here.

Thursday, March 25, 2010

เมื่อ(คอมพิวเตอร์)กรมสรรพากรคิดว่าผมเป็นผู้หญิง

ผมเริ่มยื่นแบบภาษีเงินได้ภ.ง.ด. 90 เมื่อวันที่ 8 มีนาครับ

เริ่มต้นก็เข้าไปที่หน้าแรกที่ http://rdserver.rd.go.th/publish/page01_pnd901.htm และไม่ลืมบทเรียนจากปีที่แล้ว ก็เลยใช้ Internet Explorer บน Windows XP กรอกครับ

เข้าไปหน้าแรกก็เจอปัญหาเลย ผมต้องกรอกว่าผมสมรสแล้ว และต้องกรอกข้อมูลของคู่สมรส และก็แล้วต้องเลือกประเภทเงินได้ของภรรยา ปรากฎว่าเลือกไม่ได้ครับ มีตัวเลือกอยู่ 5 ตัวเลือกคือ 1 มีเงินได้แต่ (แต่งไม่ถึงปี, หย่า, ตาย) 2 มีเงินได้รวมคำนวณภาษี 3 มีเงินได้แยกคำนวณภาษี 4 มีเงินได้แยกยื่นแบบฯ และ 5 ไม่มีเงินได้ ผมต้องการเลือกข้อ 4 แต่ระบบจะไม่ให้ผมเลือก มีคำเตือนบอกมาว่า:

"M160: ไม่สามารถยื่นแบบได้ เนื่องจากกรณีที่สามีและภรรยาอยู่ร่วมกันตลอดปีที่ล่วงมาให้ถื่อเอาเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(8) ของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี ตามมาตรา 57 ตรี ประกอบกับมาตรา 57 เบญจ"

(อูย อะไรเนี่ย มาตรา 57 ตรีกับเบญจ)

ผมไม่ได้เลือกข้อ 1 เพราะภรรยาผมยังมีชีวิตและแต่งงานกับผมมาหลายปีแล้ว ผมทดลองเลือกข้อ 2, 3 ดูก็มีคำเตือนเดียวกัน และผมเข้าไปไม่ได้ ทางเดียวที่ผมจะผ่านเข้าไปกรอกข้อมูลได้คือผมต้องเลือกข้อ 5 ที่ว่าภรรยาไม่มีเงินได้ ซึ่งก็ไม่ตรงกับความจริง ผมก็เลยค่อยๆดูว่าทำอะไรผิดหรือเปล่า

ปรากฎว่าชื่อผมในแบบฟอร์มที่ระบบตั้งไว้ให้คือ "นาง" พงศกร ผมสงสัยว่าโปรแกรมจะคิดว่าผมเป็นผู้หญิงเลยคิดว่าผมต้องรวมเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(8) ของผมกับคู่สมรส ตามมาตรา 57 (ที่ผมไปหาอ่านดู) ที่ว่าผู้หญิงที่สมรส จะกรอกภ.ง.ด. 90ได้ ก็ต่อเมื่อสามีตาย หย่า แต่งไม่ครบปี หรือไม่มีเงินได้

ผมทำการเปลี่ยนชื่อผ่านระบบให้เป็น "นาย" พงศกร แล้วลองกรอกใหม่ แต่ก็ยังไม่สามารถกรอกได้ ภรรยาผมเลยโทรเข้าไปหา สรรพากร Call Center (0-2272-8000) แล้วเล่าอาการให้เขาฟัง เขาก็รับเรื่องไปและบอกว่าจะติดต่อกลับ

ผมรอประมาณ 1 สัปดาห์และลองเข้าไปล็อกอินตลอด แต่ก็ยังเข้าไม่ได้อยู่ดี แม้ว่าชื่อผมจะเป็นนายพงศกรแล้วก็ตาม

ในครั้งสุดท้ายที่ผมเข้าไป ผมไปเห็นลิงค์ให้ สอบถามปัญหา แนะนำ ร้องเรียนเข้า ผมก็เลยพิมพ์เรื่องของผมใส่เข้าไปในฟอร์ม แบบฟอร์มบอกว่าจะติดตามแก้ปัญหาในสามวัน ผมใส่เรื่องของผมไปในวันที่ 15 มีนา

วันที่ 19 ผมก็ลองเข้าไปกรอกภ.ง.ด. 90 อีกแต่ก็ยังไม่ได้เหมือนเดิม ลองเข้าไปดูสถานะของปัญหาของผม ก็พบว่าสถานะบอกว่าได้รับการแก้ไขแล้ว ผมก็เริ่มเป็นกังวล เพราะถ้าคนแก้คิดว่าไม่มีปัญหา ก็คงไม่มีการติดตามต่อแน่ๆ ผมก็เลยเข้าไปกรอกปัญหาของผมอีกครั้งในวันที่ 19 และหาแผนสำรองว่าถ้ากรอกไม่ได้ในสัปดาห์ต่อไป ผมคงต้องกรอกในกระดาษแล้วไปยื่น แต่ก็คิดหวั่นๆว่าแล้วถ้าคนในกรมสรรพากรเขาเอากระดาษผมไปกรอกใส่คอมพิวเตอร์แล้วมันไม่ยอมจะทำไงต่อไป ผมจะได้ภาษีคืนหรือเปล่า หรือผมควรจะกรอกผ่านอินเตอเน็ทแต่เลือกว่าคู่สมรสไม่มีรายได้ แล้วไปใส่ข้อมูลในลิงค์ปัญหาว่าผมต้องกรอกไปอย่างนั้นเพราะระบบไม่ยอมให้ผมกรอกอย่างอื่น

มาถึงวันพุธที่ 24 ผมก็ยังเข้ายื่นไม่ได้อยู่ดี ภรรยาโทรไป Call Center อีก ผู้รับสายก็บอกว่าสงสัยข้อมูลเพศในฐานข้อมูลไม่ถูกเปลี่ยนแม้คำนำหน้าชื่อจะเปลี่ยนไปแล้ว บอกให้ผมรอจนถึงวันศุกร์แล้วลองใหม่

เช้าวันพฤหัสที่ 25 ผู้ติดตามปัญหาก็โทรมาหาผมว่าให้เข้าไปยื่นแบบใหม่เพราะแก้ไขปัญหาให้แล้ว ผมลองแล้วและเข้าไปกรอกได้สมบูรณ์ถึงหน้าสุดท้าย ก็เห็นช่องว่างเหมือนให้ผมกรอกวันที่ ผมก็พยายามเข้าไปพิมพ์ แต่พิมพ์ไม่ได้ เลยกดลบ หน้าเว็บก็กลับไปหน้าที่ไม่มีข้อมูล ผมเลยต้องเริ่มต้นกรอกทุกอย่างใหม่อีกครั้ง แต่ผมทำเป็นครั้งที่ 5 แล้วเลยคล่องมากๆ และกรอกได้สำเร็จในที่สุด

ข้อสังเกตและสรุปก็คือ

1. การยื่นแบบภ.ง.ด. 90 ยังต้องใช้ Internet Explorer อยู่ เบราเซอร์อื่นอาจมีปัญหา ผมรู้ว่า Safari ใช้ไม่ได้แน่ๆ แต่ไม่ได้ลอง Firefox

2. ระบบน่าจะมีช่องทางให้ตรวจสอบ หรือเปลี่ยนเพศของผู้ยื่นแบบในกรณีที่ข้อมูลผิด ให้ใช้ได้ง่ายขึ้น

3. ส่วนวันที่ในหน้าสุดท้ายควรจะเปลี่ยนรูปแบบให้ผู้ใช้เดาได้ว่าไม่ควร/ไม่ต้องไปกรอกวันที่ เพราะระบบจะทำให้อยู่แล้ว

4. ระบบน่าจะมีการเซฟข้อมูลขณะกรอกได้ ถ้ามีข้อผิดพลาด (เช่นกดปุ่ม Back หรือ คอมพิวเตอร์แฮง) จะได้ไม่ต้องทำใหม่ทั้งหมด

ผมบันทึกไว้เผื่อจะมีใครมีปัญหาเหมือนๆกัน และเผื่อกรมสรรพากรจะปรับปรุงระบบขึ้นอีกในอนาคต ผมพอใจโดยรวมในเรื่องที่กรมสรรพากรพยายามแก้และติดตามปัญหาให้ผมอย่างไม่ชักช้าครับ

Tuesday, March 16, 2010

กดขี่แรงงานเด็ก


ระหว่างขับรถกลับบ้าน แม่อ้อก็ถามธีธัชและธีญาว่าพรุ่งนี้กลางวันจะไปกินข้าวที่ไหนหลังจากเรียนแบดมินตันและว่ายน้ำแล้ว

ธีธัช: ไปร้านสีน้ำเงินกันดีกว่า

แม่อ้อ: ร้านเซ็นหรือลูก

ธีธัช: ไม่ใช่

แม่อ้อ: โอโตย่าเหรอ

ธีธัช: ใช่ ใช่

พ่อโก้: เราต้องประหยัดเงินหน่อยลูก กินบ่อยๆไม่ได้

แม่อ้อ: ใช่ ไว้ไปกินในโควต้าเดือนหน้าก็แล้วกัน

ธีธัช: หูย เดือนหน้า

พ่อโก้: เอางี้ดีกว่า ป่าป๊าให้ธีธัชทำงาน แล้วป่าป๊าจ่ายเงินให้ธีธัชเก็บไปกินโอโตย่าก็แล้วกัน

ธีธัช: โอเค

พ่อโก้: ธีธัชล้างรถป่าป๊าแล้วจะได้ 20 บาท

ธีธัช: โอเค

แม่อ้อ: ธีธัชรู้ไหมว่าต้องล้างรถกี่ครั้งถึงจะพอ

ธีธัช: ไม่รู้ครับ

แม่อ้อ: ต้องล้าง 8 ทีถึงจะได้อุด้งหนึ่งชาม ไม่รวมมันฝรั่งบดด้วยนะ

ธีธัช เริ่มลังเล และถามว่ากินที่ไหนได้อีก

พ่อโก้: เอางี้ ให้ 25 บาทเลย

แม่อ้อ: ถ้ากินร้านน้องเทียน (อาหารตามสั่งข้างๆ office) ล้างครั้งสองครั้งก็ได้กินแล้ว และร้านเส้นกรอบๆ (ก๋วยเตี๋ยววุ้นเส้นหมูตำลึงที่บางขุนนนท์) ล้างครั้งเดียวก็ได้กินแล้ว

ธีธัช: โอเค เดี๋ยวกินร้านเส้นกรอบๆก็แล้วกัน

ธัชธีญาขอแจมมั่ง: ล้างเช้ากลางวันเย็นเลย

ธีธัช: ป่าป๊ารู้ไหมถ้าล้างสองคันจะได้ 40 บาท

Monday, March 15, 2010

บทความแนะนำ (อีกแล้ว): "“ทักษิณ” คือต้นเหตุและปลายเหตุของวิกฤติความขัดแย้ง"

หลังจากผมได้ดูโฟนอินของนักโทษชายทักษิณเมื่อคืนแล้ว ผมก็อึ้ง ไม่รู้จะด่าว่านายคนนี้อย่างไรอีก ความสามารถทางภาษาของผมถึงทางตัน คนอะไรช่างหน้าด้านและเลวร้ายใจดำอะไรเช่นนี้ หลอกลวงชาวบ้านให้มาลำบากเพื่อมหาเศรษฐี ทำลายประเทศไทย เพียงเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด โทษทุกอย่างยกเว้นความชั่วและความความโง่ของตัวเอง

สำหรับโฟนอินนี้ ผมก็ได้แต่เพียงยกบทกวี ที่ผมไม่ทราบชื่อผู้แต่ง มาเผยแพร่:

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ตัวจัญไรต่างมาแล้วสาบสูญ
แต่คนโง่กลับคิดว่าน่าเทิดทูน
ลิงบาบูนก็ยังโง่นิรันดร์ไป
ทรราชถูกขับไล่เพราะอัปรีย์
ประชาชนจึงได้มีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ตัวจัญไรจึงต้องหนีไปโฟนอิน

ที่น่าหัวเราะก๊ากดังๆก็คือนายทักษิณมาบอกชาวบ้านว่าเดินทางออกจากดูไบ (คาดว่าถูกไล่เพราะเขารับเป็นฐานทัพโจมตีประเทศไทยไม่ไหว) เพื่อไปเยี่ยมลูกสาวที่เยอรมัน แต่ก็ถูกทูตเยอรมันแถลงการณ์ทันทีว่าเยอรมันไม่ให้ทักษิณเข้าประเทศตั้งแต่ปี 52 และถ้าลักลอบเข้าไป ก็จะถูกจับ

อ้อ เกือบลืมว่าจะเขียนเกี่ยวกับบทความแนะนำ บทความนี้เขียนโดยอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองครับ แสดงให้เห็นว่าการที่มีคนมาพูดว่าทักษิณเป็นเหยื่อ เป็นผลลัพท์ของโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เป็นความคิดที่ผิดและไม่สมบูรณ์อย่างไร และทำไมทักษิณเป็นเหตุของปัญหา ไม่ใช่เพียงปลายเหตุ หรือถูกรังแกเหมือนนางเอกละคร

ตัดเอามาบางส่วนครับ:

"การวิเคราะห์ความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้น แล้วเอา “ทักษิณ” เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของ “คนจนและชนชั้นล่าง” จึงเป็นการสร้างภาพลวงตา!

ทั้งลวงสังคม และลวงผู้วิเคราะห์เอง!

พฤติกรรมแบบ “ทักษิณ” จึงควรได้รับการใส่ใจที่จะขจัดให้หมดไป และไม่ให้เกิดขึ้นอีกในสังคมไทย

นักต่อสู้เพื่อคนยากจน เพื่ออุดมการณ์แห่งความทัดเทียม ควรจะรังเกียจที่จะเข้าร่วมกับสมุนของทักษิณที่มุ่งจะรักษาผลประโยชน์ให้ “นาย” เพื่อแลกเปลี่ยนบุญคุณ ตอบแทนบุญคุณ “นาย”

หากมองตามความจริงในบริบทของระบบอุปถัมภ์ “ทักษิณ” ก็คือ “มหาอำมาตย์” ที่แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์!

จะแก้ปัญหาความแตกต่างของสังคม แก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงแก้ไม่ได้ ถ้าจะมุ่ง “แก้ตัวให้ทักษิณ” ซึ่งเป็นนายทุนผู้หากินกับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด

แก้ไม่ได้ ถ้าจะร่วมมือกับระบอบทักษิณ

แต่จะต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ที่ปรากฏชัดเจนเป็นลำดับ ถึงความชั่วร้ายที่ระบอบทักษิณได้กระทำกับประเทศไทย โดยเฉพาะที่ได้โกงกิน กอบโกยเข้ากระเป๋าตัวเอง บิดเบือนใส่ร้ายระบบศาลยุติธรรมของประเทศ

ดังนั้น จึงต้องขจัดระบอบทักษิณออกจากสังคมไทย และค่อยๆ ต่อรอง ถ่วงดุล เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมกันต่อไป"

Wednesday, March 03, 2010

รัฐมนตรีคลังแบบนี้ค่อยน่าจ่ายภาษีหน่อย

ได้อ่านที่ คุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแสดงความเห็นเรื่องการยึดทรัพย์นักโทษชายหนีคดีทักษิณไว้ที่ Facebook ผมก็รู้สึกว่ารัฐมนตรีมันต้องได้อย่างนี้สิถึงจะคุ้มกับตำแหน่ง อำนาจและเงินเดือนที่ประชาชนเสียภาษีให้ ไม่ใช่รัฐมนตรีสากกระเบือที่นั่งคอยกินสินบนเหมือนคนอื่นๆ งานการไม่ทำ หรือทำก็แต่เรื่องโง่ๆ

บทคัดย่อนะครับ (ตัวเต็มอ่านที่ลิงค์):

"ผมนึกย้อนกลับไปช่วงปี ‘49 นั้นทักษิณ อ้อ โอ๊ค เอม ทุกคนออกมา โกหก ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ได้ซุกแต่สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน

แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นสำคัญคือถ้าไม่ปฏิวัติจะได้เห็นคำพิพากษานี้ไหม และทำไม สังคมไทยจึงกลับไม่สามารถ มีความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ แสดงว่าบางครั้งเผด็จการให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่า ระบอบประชาธิปไตยหรือ?

ก็คงเป็นเพราะคนไทยจำนวนมาก จริงๆ แล้วไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ขอให้ค้าขายได้ อยู่ดีกินดี ใครจะทำอะไรก็ช่าง แล้วความคิดเช่นนี้ผิดหรือ? ใครๆ ก็รู้ว่าความถูกต้องหรือความยุติธรรมเป็นสิ่งที่กินไม่ได้ จับต้องไม่ได้ หรือเป็นเพราะคนที่มีอันจะกินเท่านั้นที่มีเวลามาคิดเรื่องความยุติธรรม ในขณะที่คนจนเขาต้องปากกัดตีนทีบเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและไม่มีเวล่ำเวลามาคิดมากับเรื่องราวเหล่านี้

และเมื่อคนส่วนใหญ่ยังยากจน และเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ในระบอบประชาธิปไตย คำตอบสุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้ ก็คือเป็นว่า “เราไม่แคร์”

ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็อีกหล่ะครับ คนที่ “ไม่แคร์” มีตั้งเยอะที่เป็นพ่อค้าและคนร่ำรวย เอาเข้าจริงทุกคนก็จะพูดว่าต้องการเห็นความถูกต้อง แต่น้อยคนที่พร้อมจะเสียสละโอกาสของตนเอง เพื่อความถูกต้อง

ถ้าทุกคนทำตามหน้าที่ ความยุติธรรมก็จะปรากฏเสมอโดยไม่ต้องมีคนมายัดเยียดให้กับเรา ด้วยการปฏิวัติหรืออื่นๆ เราทำเองได้ แต่เราไม่ทำ "

Monday, February 08, 2010

ข่าวน่าสงสัย

ไปอ่านข่าว “พงศพัศ” ยื่นมือช่วย “ครูน้อย” ปลดหนี้เงินกู้นอกระบบกว่า 8 ล้าน แล้วเกิดความสงสัยมากเนื่องจากตัวเลขต่างๆไม่สมเหตุสมผล

ผมสงสัยข่าวนี้มาก ผมคิดว่าครูน้อยมีหนี้มากเกินไปกว่าจำนวนเด็ก ผมประมาณว่าถ้าเลี้ยงเด็กด้วยจำนวนเงินเฉลี่ยคนละ 5,000 บาทต่อเดือน มีเด็กประมาณ 70 คน ค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 3-4 แสนต่อเดือน ไม่น่าปล่อยให้มีหนี้สินถึง 8 ล้านได้ อ่านในข่าวครูน้อยก็ใข้เงินค่าเรียน 4,000 บาทต่อวัน (=120,000 บาท/เดือน) + 220,000 สำหรับอาหาร น้ำ ไฟ อาหาร ซึ่งก็รวมเป็นไม่ถึงสี่แสนต่อเดือน ตรงกับเลขประมาณการเลี้ยงเด็กที่ผมคิด

สงสัยมีคนยักยอกเงินครูน้อยไปใช้หรือเปล่า

Thursday, February 04, 2010

ธีธัช นักทำงานเพื่อสังคม


ธีธัชเห็นเพื่อนเม็กก้าและกันน์ทำน้ำยาล้างจานมาขายขวดละ 21 บาทเลยอยากทำบ้าง เลยไปหาหม่าม้าเพื่อปรึกษาแผนการธุรกิจ

ธีธัช: หม่าม้า ธีธัชอยากทำน้ำยาล้างจานขายบ้าง
หม่าม้า: ก็ได้ลูก แต่ธีธัชขายแล้วจะเอาเงินไปทำอะไร
ธีธัช: เอาเงินไปช่วยชาวแอตแลนติสก็ได้นะ
หม่าม้า: ชาวอะไรนะ?
ธีธัช: ชาวแอตแลนติสไง ที่เกาะเขาโดนแผ่นดินไหวแล้วมีตึกทับน่ะ
หม่าม้า: (อ๋อ เฮติ)

สงสัยธีธัชจะไปฟังใครเล่าเรื่องแอตแลนติสแล้วสับสนกับเฮติ

(ชาวแอตแลนติส?)

Wednesday, February 03, 2010

เราจะตรวจสอบว่าเครื่อง GT200 ทำงานได้หรือไม่ได้อย่างไร


อ่านความเห็นผู้อ่านบางท่านที่ข่าวผ่าหลักการเครื่องตรวจระเบิด จับไต๋ GT200 แล้วรู้สึกเป็นกังวล บางท่านบอกว่าถ้าหาระเบิด 10 ครั้งแล้วเจอ 8 ครั้ง ก็สามารถสรุปได้ว่าเครื่องมือใช้ได้ ความเห็นนี้ฟังดูเผินๆก็เหมือนว่าจะใช้ได้ แต่จริงๆแล้วถึงจะหาระเบิดได้ 8 ครั้งจาก 10 ครั้งก็ยังไม่ควรสรุปว่า GT200 ใช้งานได้

ปัญหาก็คือ การตรวจจับเพียง 10 ครั้งนั้น จำนวนครั้งยังน้อยอยู่ โอกาสที่จะตรวจได้เจอ 8 ครั้งหรือมากกว่านั้นยังสูงอยู่แม้ว่าเครื่องจะเดาสุ่มก็ตาม

แล้วเราควรจะทดลองอย่างไรดี วิธีที่นิยมใช้ตรวจสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์หรือยาต่างๆว่ามีประสิทธิภาพไหมก็คือ Double-blinded study ในกรณี GT200 เราสามารถทำได้อย่างนี้

1. หาผู้เชี่ยวชาญการใช้งาน GT200 มาเป็นผู้หาระเบิดในการทดลอง

2. มีทีมวางระเบิดที่ไม่รู้จักกับผู้ใช้งานในข้อที่ 1 ที่จะทำการวางระเบิดให้ตรวจหา

3. มีกล่องทึบแสง 2 ใบ วางห่างกันสัก 10-20 เมตร หรือตามแต่ผู้ใช้งานในข้อ 1 คิดว่าจำเป็น ถ้าใกล้กันเกินไปเดี๋ยวจะบอกว่าสัญญาณรบกวนกัน

4. เอาผู้ใช้งานในข้อ 1 ไปหลบไม่ให้เห็นการวางระเบิด

5. ทีมวางระเบิด โยนเหรียญหัวก้อย ถ้าออกหัวให้ใส่ระเบิดไว้ใต้กล่องที่หนึ่ง ถ้าออกก้อยให้วางระเบิดไว้ใต้กล่องที่สอง กล่องต้องปิดบังระเบิดไว้ได้อย่างมิดชิด ไม่สามารถตรวจสอบได้ง่ายด้วยวิธีทั่วไป (เช่น มอง เคาะแล้วฟัง เอาแสงส่องด้านหลัง ดูรอยมือหรือรอยเท้าแถวกล่อง ฯลฯ) ถ้าคิดว่าโยนเหรียญอาจจะไม่สุ่มเพียงพอ อาจใช้การเขย่าลูกเต๋าดูว่าออกคู่หรือคี่ หรือให้คอมพิวเตอร์ออกเลขสุ่่มให้ ระเบิดไม่ต้องตั้งเวลาหรือต่อชนวนไว้ เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดการระเบิดจริงๆ เพียงแต่ให้มีสารระเบิดอยู่ในกล่องใดกล่องหนึ่งเท่านั้น เมื่อวางระเบิดเสร็จก็กลบเกลื่อนร่องรอยให้เรียบร้อย อย่าทิ้งรอยเท้ารอยมืออะไรไว้

6. เอาทีมวางระเบิดไปหลบไม่ให้เห็นการค้นหาระเบิด ทีมจะได้ไม่แสดงอาการต่างๆให้ผู้ค้นหาระเบิดอ่านอาการได้

7. ให้ผู้ใช้งานในข้อ 1 ค้นหาระเบิดว่าอยู่ใต้กล่องไหน

8. จดผลว่าตรวจพบได้ถูกต้องหรือไม่

9. กลับไปทำข้อ 4-9 หลายๆครั้ง เช่นสัก 100 ครั้ง

ถ้าทำ 100 ครั้งแล้วทายถูกถึง 80 ครั้งหรือมากกว่า เราก็จะรู้ว่า GT200 น่าจะทำงานได้จริงๆ เพราะโอกาสที่จะมั่วแล้วถูกแบบนั้นจะมีประมาณหนึ่งในสองพันล้านเท่านั้น (สำหรับผู้สนใจ การคำนวณความน่าจะเป็นใช้ binomial distribution สำหรับ n=100; k = 80, 81,..., 100; p = 0.5)

เราควรจะสนใจว่า GT200 อาจจะทำงานได้เมื่อสามารถตรวจพบเกิน 80 ครั้ง หรือน้อยกว่า 20 ครั้ง (เพราะถ้าพบน้อยกว่า 20 เราก็เลือกกล่องตรงข้ามกับ GT200 แล้วเราก็จะพบระเบิด 80 ครั้ง) ถ้า GT200 ทำงานแบบมั่วๆ ผู้ใช้งานก็จะพบระเบิดประมาณ 40-60 ครั้ง เป็นปกติอยู่แล้ว

หลักการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตรวจสอบเครื่องรางของขลัง ยาวิเศษ และของแปลกๆอื่นๆได้อีกมากมายครับ ถ้าจะให้ดีควรหาที่ปรึกษาเป็นนักเล่นกลด้วย เขาจะได้ช่วยดูว่าการทดลองของเรามีช่องโหว่ให้เล็ดรอดอย่างไรได้บ้าง

Thursday, January 21, 2010

เบอร์มรณะ (จริงๆ)!!!

อ่านข่าวเบอร์มรณะแล้วผมก็ได้แต่ขำ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เสียงจากโทรศัพท์จะทำให้เลือดคั่งในสมองได้ นอกจากตัวโทรศัพท์จะเกิดการระเบิดเวลายกหูฟัง หรือใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิดอุบัติเหตุ

แต่เชื่อไหมครับว่ามันมีลำดับตัวเลขมากมาย ที่ถ้าผู้ฟังฟังจนจบ(หรืออ่านจนจบ)แล้ว ต้องตายทุกคนไปไม่มีข้อยกเว้น ผมจะยกตัวอย่างมาหนึ่งอันดับก่อน และจะบอกแค่ตัวเลขต้นๆเท่านั้นจะได้ไม่มีใครตาย

เอาละนะ ถ้าไม่อยากเห็นอย่าอ่านต่อ




เอาละ 6 ตัวแรกเท่านั้น 3 1 4 1 5 9 ไม่บอกตัวที่เหลือ เดี๋ยวเอาไปใช้ฆาตกรรมกัน

ปล. ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องเบอร์โทรมรณะเก๊ที่นี่ และเบอร์มรณะตัวจริงที่ถ้าอ่านจนหมดจะตายได้ที่นี่

Sunday, January 10, 2010

บทความแนะนำ (อีกแล้ว): "ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วเพื่อสุขภาพและประชาธิปไตย (ที่ไม่ดีแบบฝรั่ง)"

โดยคุณทวิช จิตรสมบูรณ์ครับ บทความเต็มอยู่ที่นี่

มีคนบอกผมมานานแล้วว่าคนควรจะดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 8-10 แก้วต่อวัน ซึ่งผมก็สงสัยมาตลอดว่ามันจริงเหรอ เพราะมันน่าจะขึ้นกับขนาดร่างกาย และสภาพอากาศร้อนเย็นแห้งชื้นด้วย ดังนั้นผมจึงไม่ได้สนใจนัก ดื่มนำ้ไปเรื่อยๆเมื่อหิวหรืออยากดื่ม

คุณทวิชก็สงสัยเหมือนผมแต่ลงมือทำอะไรให้คนอื่นๆฉุกคิดหรือถกเถียงในเรื่องนี้ ไม่ใช่แต่เชื่อตามๆกันไป โดยไม่หยุดถามว่าคนที่มาบอกรู้ได้อย่างไรว่าจริง นอกจากนี้ผมชอบอ่านส่วนความคิดเห็นของผู้อ่านด้วยครับ

ผมลองค้นหาใน Google ดูว่ามีหลักฐานอะไรไหมว่าดื่มน้ำวันละ 8 แก้วดีต่อสุขภาพหรือไม่ปรากฎว่าไม่มีหลักฐานหนักแน่นยืนยันว่าดีหรือไม่ดีนะครับ ผมเดาว่าเรื่องอย่างนี้อย่าทำสุดโต่งน่าจะเข้าท่าที่สุด ไม่ดื่มน้อยหรือมากเกินไปกว่าที่ร่างกายต้องการ อย่างน้อยวิธีนี้ก็ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอดมาเป็นล้านๆปีแล้ว



Monday, December 28, 2009

เกมใครจุ๊บเป็นคนสุดท้ายชนะ และอย่าแหย่เสือหลับ

วันนี้พาน้องๆที่ทำงานไปกินข้าวกันที่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ได้พาลูกๆสามคนมาด้วยเพราะไม่ต้องไปโรงเรียน ได้โอกาสเล่นเกม "ใครจุ๊บเป็นคนสุดท้ายชนะ" ซึ่งเป็นเกมที่เหมาะกับคนที่ลูกไม่ค่อยรักและไม่ยอมจุ๊บนะครับ:



เมื่อวันเสาร์มีงานเลี้ยงปีใหม่ที่โรงเรียนศิลปะแหลมคม (google it!) ลูกๆไปกันหมดทั้งสามคน ตอนกลับบ้านธัชธีญามีสภาพอย่างนี้:

Sunday, December 27, 2009

Interesting Warnings About Power Law Distributions

I've wondered about some data that might be distributed according to a certain power law and I found these two links to be informative: So You Think You Have a Power Law — Well Isn't That Special? and Power-law distributions in empirical data.

The abstract of the paper in the second link reads:

Power-law distributions occur in many situations of scientific interest and have significant consequences for our understanding of natural and man-made phenomena. Unfortunately, the detection and characterization of power laws is complicated by the large fluctuations that occur in the tail of the distribution -- the part of the distribution representing large but rare events -- and by the difficulty of identifying the range over which power-law behavior holds. Commonly used methods for analyzing power-law data, such as least-squares fitting, can produce substantially inaccurate estimates of parameters for power-law distributions, and even in cases where such methods return accurate answers they are still unsatisfactory because they give no indication of whether the data obey a power law at all. Here we present a principled statistical framework for discerning and quantifying power-law behavior in empirical data. Our approach combines maximum-likelihood fitting methods with goodness-of-fit tests based on the Kolmogorov-Smirnov statistic and likelihood ratios. We evaluate the effectiveness of the approach with tests on synthetic data and give critical comparisons to previous approaches. We also apply the proposed methods to twenty-four real-world data sets from a range of different disciplines, each of which has been conjectured to follow a power-law distribution. In some cases we find these conjectures to be consistent with the data while in others the power law is ruled out.

Wednesday, December 23, 2009

กระทู้น่าสนใจที่ส่งคนมา Atriumtech.com เดือนนี้

ผมเข้าไปดู log ว่าคนที่เข้ามาที่ Atriumtech.com มาจากที่ไหนเลยไปเจอกระทู้น่าสนใจสองอันครับ

อันแรกคือ "10 สุดยอดกระทู้ห้องกล้องปี 2009" มีอะไรที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพและการหลอกลวงน่าสนใจดีครับ

อีกอันคือ "เราจะดูกระทู้แรกของพันทิปได้อย่างไร" ที่มีคำอธิบายการใช้ search ของ Atriumtech ที่เก็บกระทู้เก่าๆของพันทิปไว้

Monday, December 21, 2009

Update ลิงค์ครอบครัว

ตอนนี้คุณอ้อไม่ได้ update รูปภาพที่ Tabblo แล้วนะครับ เธอบอกว่าใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จแต่ละอัน ตอนนี้เลยไปเปิด blog และ album ที่ Multiply.com ที่ใช้ได้ง่ายและเร็วกว่าแทน เข้าไปดูได้ที่ http://mamaaor.multiply.com/ ครับ

ผมพึ่งอัพโหลดวิดีโอที่ YouTube เสร็จอีกสองอัน อันแรกคือการฝึกเด็กๆให้เป็น Ninja Turtles อีกอันคือคลิปที่ธีธัชสร้างโทรศัพท์เป็นของขวัญวันเกิดแม่





Monday, December 14, 2009

พล็อตห่วย หรือ มันเห็นคนไทยเป็นควายหรือไง

สืบเนื่องจากข่าวเขมรอภัยโทษวิศวกรไทยนะครับ

ผมชอบความเห็นที่ 253 โดยคุณ คนนะโว้ยไม่ใช่ควายแดง เป็นพิเศษ จึงขอบันทึกไว้ให้อยู่นานๆ:

คำถามที่ต้องใช้สมองคิดก่อนตอบ

1. ถ้าคุณเป็นพ่อหรือแม่แล้วลูกโดนจับเข้าคุก คุณจะทำอย่างไรกับลูกที่ต้องติดคุกอยู่ต่างประเทศ
ก. ยื่นขอประกันตัว หรือ ข. ปล่อยให้ติดคุกเขมรไม่ขอประกันตัว

2. ถ้าลูกคุณโดนศาลชั้นต้นตัดสินว่าผิดข้อหาจารกรรมข้อมูลลับ เป็นภัยต่อความมั่นคง และต้องติดคุก คุณจะทำอย่างไร
ก. ยื่นขออุทรณ์เพื่อต่อสู้ในความบริสุทธิ์ หรือ ข. ไม่อุทรณ์ ยอมรับว่าทำผิดตามนั้นจริง

3. หรือถึงแม้ว่าถ้าคุณเป็นสมาชิกแก๊งค์โจรหรืขอทานเลวๆอยู่สักแก๊งค์หนึ่งหนึ่ง คุณจะ...
ก. ด่าคนที่คิดร้ายกับหัวหน้าแก๊งค์และจัดการกับมันอย่างสาสม หรือ ข. พยายามช่วยเหลือคนที่คิดร้ายนั้นอย่างเต็มที่ในทุกๆทาง

4. ถ้าคุณเป็นผู้นำแบบชั่วๆโฉดๆของเขมร คุณจะ...
ก. จัดการขั้นเด็ดขาดกับคนที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศจริง หรือ ข. ยกโทษให้มันง่ายๆแล้วปล่อยให้มันไปทำงานอย่างเดิมต่อเถอะ

5. ถ้าคุณเป็นผู้นำประเทศ คุณจะ..... กับบุคคลที่โดนตัดสินว่าภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ก. ประหารชีวิตหรือให้รับโทษขั้นสูงสุด หรือ ข. ให้เกียรติและให้การรับรองประดุจดาราตุ๊กตาทองหรือแขกวีไอพีของประเทศ

ถ้าคุณตอบข้อ ก.ทั้งหมด แสดงว่าคุณน่าจะเป็นคนที่มีความคิดและมีการศึกษา รู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร และ ละครตลกน้ำเน่าสำหรับคนโง่เป็นอย่างไร
แต่ถ้าคุณตอบข้อ ข. แม้เพียงข้อเดียว ผมว่าคุณคิดไม่เป็นเลยหรือไม่คุณก็มีสมองเพียงไว้กั้นหู2ข้างของคุณไม่ให้มันติดกันเท่านั้นเอง

สำหรับผู้ไม่ได้ติดตามข่าวแต่ต้นนะครับ มาดูว่าใครเลือกข้อ ข. กันบ้าง:

ข้อ 1 แม่วิศวกรทำข้อ ข.
ข้อ 2 แม่วิศวกรทำข้อ ข.
ข้อ 3 สมาชิกแก็งค์พรรคเพื่อไทยทำข้อ ข.
ข้อ 4 ฮุนเซนทำข้อ ข.
ข้อ 5 ฮุนเซนทำข้อ ข.

Friday, December 11, 2009

ของน่าสนใจทำด้วยไม้


บังเอิญไปพบเว็บ Woodworking for engineers มีโปรเจ็คทำด้วยไม้ที่น่าสนใจหลายอันเช่น หน้าไม้ ลูกสูบไม้ และ เครื่องบวกเลขฐานสองทำจากไม้ เลยอยากบันทึกไว้เผื่อได้ทำเล่นกับลูกๆ ในอนาคต

ปู่ผมเป็นชาวนาและช่างไม้ที่เก่งขนาดสร้างบ้านและต่อเรือได้ด้วยตัวเอง น่าเสียดายที่ผมไม่ได้มีโอกาสฝีกงานกับท่านเลย พอแก่ตัวลงอยากหัดทำบ้าง

Wednesday, December 02, 2009

One of the Greatest Physicists Might Have Been Autistic

Paul Adrien Maurice Dirac was the great physicist who started the unification of special relativity with quantum mechanics and predicted the existence of anti-electrons or positrons. His name is also attached to the Fermi-Dirac statistics which describes how particles behave. He's one of the gods of physics.

He's also well known (among physicists) for his precise and laconic utterance along with his exceedingly literal interpretation of others' sentences*. I just found out that there's a new biography of Dirac that claims that he was autistics. NPR has an interview of the author and there's an article about autism screening related to Dirac.

For many amusing anecdotes about the man, see this page.

--- - ---- - ----- ---------
* For example (taken from the last link above), here is typical Dirac interaction:

When Paul Dirac made a rare error in an equation on the blackboard during a lecture one day, a couragous student raised his hand: "Professor Dirac," he declared, "I do not understand equation 2."

When Dirac continued writing, the student, assuming that he had not been heard, raised his hand again and repeated his remark. Again Dirac merely continued writing...

"Professor Dirac," another student finally interjected, "that man is asking a question." "Oh?" Dirac replied. "I thought he was making a statement."