Showing posts with label Tatia. Show all posts
Showing posts with label Tatia. Show all posts

Tuesday, January 04, 2011

ที่มาของชื่อธัชธีญา

ตอนทารกหญิงที่ต่อมาชื่อธัชธีญาเกิดนั้น (เกิดวันที่ 5 ธันวาคม 2548) ผมและภรรยายังไม่ทราบว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร พวกเราอยากได้ชื่อไทยที่ออกเสียงและเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้สั้นๆเหมือนชื่อพี่ชายของเธอ (ที่ชื่อ ธีธัช--Titus) อาแอนดรูว์ (Andrew Chantra) จากอเมริกาได้เสนอชื่อ Tatia ซึ่งสั้นดีและอ่านได้ว่า ทา-ทิ-ยะ ผมและภรรยาก็เลยเขียนเป็นธัชธีญาในภาษาไทยเสียเลย แต่อย่าถามผมเรื่องความหมายของคำนี้เลยครับ มีคนบอกว่าธีธัชแปลว่าผู้มีปัญญาเป็นธงชัย (แต่ผมก็ไม่เคยไปสืบดูว่าจริงหรือเปล่า เพราะผมและภรรยาตั้งชื่อโดยภรรยาเสนอชื่อภาษาไทยมา 5 ชื่อและผมเลือกชื่อที่สามารถเขียนง่ายๆในภาษาอังกฤษด้วย) ดังนั้นผมก็เลยโมเมว่าธัชธีญาก็มีความหมายเหมือนกันแต่เป็นผู้หญิงเพราะมี -ญา ต่อท้าย

วันที่ธัชธีญาเกิด ผมหาคำว่า "ธัชธีญา" ดู ปรากฏว่า Google ไม่พบเว็บที่มีคำนี้เลย

ตอนเมื่อธัชธีญาเกิดได้ 6 วัน ผมลองค้นหาใหม่ ปรากฏว่ามีหนึ่งหน้า ซึ่งก็เป็นหน้าที่ผมเขียนบันทึกการเกิดของเธอไว้

วันนี้ (4 มกรา 2554) ผมพบว่ามีประมาณ 84,000 หน้าที่มีคำว่า "ธัชธีญา" แล้วครับ (แต่ไม่ใช่ว่าทุกหน้าจะมีคำว่าธัชธีญานะครับ เห็น Google แสดงหน้าที่มีคำใกล้เคียงเข้าไปด้วย แต่ก็นั่นแหละ เมื่อห้าปีที่แล้วยังไม่มีสักหน้าเลย)

Saturday, January 01, 2011

เรื่องเศร้าจากการแต่งงานของควายกับแมวน้ำ

ธัญญามีตุ๊กตาแมวน้ำและตุ๊กตาควายเป็นของเล่น เมื่อสองสามวันที่แล้ว (28 ธันวา 2553) ธัชธีญากับธัญญาเล่นจัดงานแต่งงาน โดยให้แมวน้ำเป็นเจ้าสาว และควายเป็นเจ้าบ่าว ธีญาเป็นพิธีกรในงานแต่งงาน และธัญญาเป็นช่างภาพ

ธีญา: หม่าม้าคะ พิธีกรต้องพูดอะไรบ้าง?
แม่อ้อ: ก็ต้องแนะนำตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวค่ะ
ธีญา: นี่นะคะคือเจ้าบ่าว (ชี้ไปที่ควาย แล้วหันมาหาหม่าม้าใหม่) หม่าม้าคะ เจ้าบ่าวนี่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง
แม่อ้อ: เจ้าบ่าวเป็นผู้ชาย เจ้าสาวเป็นผู้หญิง
ธีญา: นี่คือเจ้าบ่าว เป็นผู้ชาย ชื่อควาย นี่คือเจ้าสาว เป็นผู้หญิง ชื่อแมวน้ำ
แม่อ้อ: แล้วเขาพบกันตั้งแต่เมื่อไร
ธีญา: พบกันตั้งแต่ อ. เตรียม (เตรียมอนุบาล)
แม่อ้อ: แล้วรักกันได้ยังไง
ธีญา: สมมุติว่านี่คือควาย (ชูนิ้วชี้ซ้าย) นี่คือแมวน้ำ (ชูนิ้วชี้ขวา) เค้าเดินเข้ามา แล้วก็มาจุ๊บกัน (ลากนิ้วชี้ทั้งสองเข้าหากัน และเอาปลายนิ้วมาแตะกัน)

จากนั้นงานแต่งงานก็ดำเนินต่อไป จนธีญาประกาศว่าแต่งงานแล้วควายและแมวน้ำก็ต้องย้ายบ้านไปบ้านใหม่เท่านั้นเอง ธัญญาก็ร้องไห้โฮ เพราะไม่อยากให้แมวน้ำย้ายออกไป ดังในวิดีโอต่อไปนี้:



Sunday, November 14, 2010

ปีนี้เป็นปีพิเศษ

ปีนี้ (พ.ศ. 2553 หรือ ค.ศ. 2010) เป็นปีพิเศษเพราะว่าเป็นปีที่อายุของผม ของภรรยา และของลูกทั้งสาม เป็นจำนวนเฉพาะหมดเลย และเราจะไม่มีโอกาสอย่างนี้อีกแม้ว่าเราจะมีชีวิตเป็นล้านปี :-)

ปล. อายุผมมากกว่าภรรยา 4 ปี ผมและภรรยามีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวสองคน (ไม่มีลูกแฝดเลย) อายุลูกแต่ละคนห่างกัน 2 ปี ลูกคนโตเกิดในปีที่ภรรยามีอายุ 30 ปี

ผมใช้การคำนวณแบบนี้ใน Mathematica เพิื่อดูว่าจะมีปีอย่างนี้อีกไหมในอีกประมาณสองล้านปี ที่อายุของทุกคนเป็นจำนวนเฉพาะ:

Select[Table[{k - 34, k - 32, k - 30, k, k + 4,
PrimeQ[k - 34] && PrimeQ[k - 32] && PrimeQ[k - 30] && PrimeQ[k] &&
PrimeQ[k + 4]}, {k, 0, 2000000
}], #[[6]] &]

คำตอบมีเพียง อายุ 3, 5, 7, 37, 41 เท่านั้น

เนื่องจากพวกเราคงมีอายุไม่เกินล้านปี ปีนี้จะเป็นปีเดียวที่พวกเราจะมีอายุเป็นจำนวนเฉพาะทุกคน :-)

ป.ป.ล. สิ่งที่ยากคือการที่จะหาจำนวนเฉพาะสามตัวเรียงกันอย่าง 3, 5, 7

ป.ป.ป.ล. 3, 5, 7 เป็นเลขชุด k, k+2, k+4 ชุดเดียวเท่านั้นที่ทุกตัวเป็นจำนวนเฉพาะ พิสูจน์ใน comment ครับ

Tuesday, March 16, 2010

กดขี่แรงงานเด็ก


ระหว่างขับรถกลับบ้าน แม่อ้อก็ถามธีธัชและธีญาว่าพรุ่งนี้กลางวันจะไปกินข้าวที่ไหนหลังจากเรียนแบดมินตันและว่ายน้ำแล้ว

ธีธัช: ไปร้านสีน้ำเงินกันดีกว่า

แม่อ้อ: ร้านเซ็นหรือลูก

ธีธัช: ไม่ใช่

แม่อ้อ: โอโตย่าเหรอ

ธีธัช: ใช่ ใช่

พ่อโก้: เราต้องประหยัดเงินหน่อยลูก กินบ่อยๆไม่ได้

แม่อ้อ: ใช่ ไว้ไปกินในโควต้าเดือนหน้าก็แล้วกัน

ธีธัช: หูย เดือนหน้า

พ่อโก้: เอางี้ดีกว่า ป่าป๊าให้ธีธัชทำงาน แล้วป่าป๊าจ่ายเงินให้ธีธัชเก็บไปกินโอโตย่าก็แล้วกัน

ธีธัช: โอเค

พ่อโก้: ธีธัชล้างรถป่าป๊าแล้วจะได้ 20 บาท

ธีธัช: โอเค

แม่อ้อ: ธีธัชรู้ไหมว่าต้องล้างรถกี่ครั้งถึงจะพอ

ธีธัช: ไม่รู้ครับ

แม่อ้อ: ต้องล้าง 8 ทีถึงจะได้อุด้งหนึ่งชาม ไม่รวมมันฝรั่งบดด้วยนะ

ธีธัช เริ่มลังเล และถามว่ากินที่ไหนได้อีก

พ่อโก้: เอางี้ ให้ 25 บาทเลย

แม่อ้อ: ถ้ากินร้านน้องเทียน (อาหารตามสั่งข้างๆ office) ล้างครั้งสองครั้งก็ได้กินแล้ว และร้านเส้นกรอบๆ (ก๋วยเตี๋ยววุ้นเส้นหมูตำลึงที่บางขุนนนท์) ล้างครั้งเดียวก็ได้กินแล้ว

ธีธัช: โอเค เดี๋ยวกินร้านเส้นกรอบๆก็แล้วกัน

ธัชธีญาขอแจมมั่ง: ล้างเช้ากลางวันเย็นเลย

ธีธัช: ป่าป๊ารู้ไหมถ้าล้างสองคันจะได้ 40 บาท

Monday, December 28, 2009

เกมใครจุ๊บเป็นคนสุดท้ายชนะ และอย่าแหย่เสือหลับ

วันนี้พาน้องๆที่ทำงานไปกินข้าวกันที่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ได้พาลูกๆสามคนมาด้วยเพราะไม่ต้องไปโรงเรียน ได้โอกาสเล่นเกม "ใครจุ๊บเป็นคนสุดท้ายชนะ" ซึ่งเป็นเกมที่เหมาะกับคนที่ลูกไม่ค่อยรักและไม่ยอมจุ๊บนะครับ:



เมื่อวันเสาร์มีงานเลี้ยงปีใหม่ที่โรงเรียนศิลปะแหลมคม (google it!) ลูกๆไปกันหมดทั้งสามคน ตอนกลับบ้านธัชธีญามีสภาพอย่างนี้:

Monday, December 21, 2009

Update ลิงค์ครอบครัว

ตอนนี้คุณอ้อไม่ได้ update รูปภาพที่ Tabblo แล้วนะครับ เธอบอกว่าใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จแต่ละอัน ตอนนี้เลยไปเปิด blog และ album ที่ Multiply.com ที่ใช้ได้ง่ายและเร็วกว่าแทน เข้าไปดูได้ที่ http://mamaaor.multiply.com/ ครับ

ผมพึ่งอัพโหลดวิดีโอที่ YouTube เสร็จอีกสองอัน อันแรกคือการฝึกเด็กๆให้เป็น Ninja Turtles อีกอันคือคลิปที่ธีธัชสร้างโทรศัพท์เป็นของขวัญวันเกิดแม่





Friday, December 11, 2009

ของน่าสนใจทำด้วยไม้


บังเอิญไปพบเว็บ Woodworking for engineers มีโปรเจ็คทำด้วยไม้ที่น่าสนใจหลายอันเช่น หน้าไม้ ลูกสูบไม้ และ เครื่องบวกเลขฐานสองทำจากไม้ เลยอยากบันทึกไว้เผื่อได้ทำเล่นกับลูกๆ ในอนาคต

ปู่ผมเป็นชาวนาและช่างไม้ที่เก่งขนาดสร้างบ้านและต่อเรือได้ด้วยตัวเอง น่าเสียดายที่ผมไม่ได้มีโอกาสฝีกงานกับท่านเลย พอแก่ตัวลงอยากหัดทำบ้าง

Monday, October 19, 2009

เรื่องผีๆ: เจอดีที่เขาใหญ่

ผมกลัวผีครับ

ผมค่อนข้างแน่ใจมากๆว่าไม่มีผีจริงๆหรอก (ถ้าจะให้พนันคงจะต่อสัก 1000:1 ว่าไม่มี) แต่สมองส่วนขี้กลัวถูกโปรแกรมตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆว่าให้กลัวผี ดังนั้นเวลาดูหนังผีจะรู้สึกเสียวสันหลังและขนลุกที่ต้นคอถ้าหนังทำบรรยากาศน่ากลัว (ผมเคืองหนังเรื่อง The Sixth Sense มากกว่าหนังผีอื่นๆ ที่ดันบอกว่าเวลามีผีอยู่ด้วยในห้อง ห้องจะเย็นและเราจะขนหัวลุก ทำให้กลัวไปกันใหญ่)

ผมมีสมมุติฐานว่าคนที่บอกว่าเคยเห็นผีน่าจะเป็นเพราะภาพลวงตา หรือเสียงลวงหูหรือสมองลวงตัวเอง เพราะว่าใจพยายามอธิบายข้อมูลแปลกๆว่าเกิดจากผี ไม่ใช่เพราะสมอง ตา หู ทำงานผิดพลาดหรือเกิดจากปรากฎการณ์ธรรมชาติอื่นๆที่เราไม่รู้ ดังนั้นคนกลัวผีจึงมีโอกาสเจอ "ผี" มากกว่าคนไม่กลัวผี เนื่องจากผมอยากรู้ให้แน่ใจว่าผีมีหรือเปล่า ดังนั้นเวลาผมเจอเงาแปลกๆ หรือเสียงแปลกๆผมจึงพยายามหาว่าต้นตอเกิดจากอะไร และยังไม่เคยพบผีสักที

ทุกครั้งที่ผมไปเขาใหญ่ผมจะเห็นคนจุดธูปบูชาศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ผมจึงฝากในใจว่าถ้ามีผีในป่าขอให้มาปรากฎให้ผมเห็นชัดๆด้วย เพราะมีคนบอกว่ามีผีในป่าเยอะ แม้ว่าผมจะกลัวผีมาก แต่ผมอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และดูจากอัตราการตายของประชากร คิดว่าการตายจากการถูกผีหลอกไม่น่าจะอันตรายนัก เพราะอัตราการตายต่ำกว่าจมน้ำ ฟ้าผ่า หรือเป็นโรคอ้วน คิดชั่งใจดูแล้วตัดสินใจว่า ถึงจะกลัวสุดขีดแต่รอดตายและรู้แน่นอนว่ามีผีจริงๆ น่าจะคุ้ม

วันเสาร์ที่ผ่านมาผมขึ้นไปเขาใหญ่กับภรรยาและธัชธีญา เพื่อไปรับธีธัชที่ไปแคมป์กับโรงเรียนบ้านพลอยภูมิในอาทิตย์ที่ผ่านมา จะค้างหนึ่งคืนและกลับในวันอาทิตย์ คราวนี้ก็เช่นเคย อธิษฐานเวลาผ่านศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่่ว่าถ้ามีผีจริงขอให้แสดงตัวให้ผมรู้ด้วย คราวนี้ผมจะต้องนอนคนเดียวในห้องพัก เพราะตอนแรกจองห้องไว้ให้แม่และน้องของภรรยา แต่แผนเปลี่ยนห้องเลยว่าง และลูกๆและภรรยาจะนอนด้วยกันที่ห้องรวมของโรงเรียนและผมต้องแยกไปนอนที่ห้องว่างนั้น ผมคิดว่าเวลาอยู่คนเดียว ถ้าผีมีจริงน่าจะมาเยี่ยมง่ายขึ้น (ซึ่งผมก็คิดเป็นตุเป็นตะไปเองเพราะผมย่อมไม่รู้นิสัยของผี แต่สังเกตว่าคนที่เล่าว่าเจอผี มักจะอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่ในกลุ่มใหญ่)

หลังจากกิจกรรมวันเสาร์เสร็จสิ้นแล้ว ผมก็ลาภรรยาและลูกๆแล้วขับรถไปยังห้อง แปรงฟันเสร็จก็เปิดคอมพิวเตอร์ดู Monsters vs. Aliens จนจบและเริ่มนอนเมื่อเกือบ 4 ทุ่มเพราะต้องตื่นตีห้า

ตอนกลางดึก(มารู้ทีหลังว่าเกือบตีสอง)ก็เกิดเรื่อง ผมเริ่มฝันว่ามีอะไรที่มองไม่เห็นมาหยิกแขนซ้ายให้เจ็บยิบๆๆ เจ็บตั้งแต่มือไปจนถึงข้อศอก เจ็บจนทนไม่ไหวผมก็ตื่นขึ้นมา แขนก็ยังไม่หายเจ็บ ผมคิดว่าเอาละเว้ย เจอผีแหงๆ รีบเปิดไฟดูทันที

ผมเห็นตัวการชัดเจนเลยครับ เรียงอยู่กันเป็นแถวข้างเตียงเลย มดดำตัวเล็กๆครับ พากันเดินข้ามเตียงผมไปยังอีกฟาก แถวมดบางส่วนยังอยู่บนแขนซ้ายผม และบางตัวก็กำลังกัดผมอย่างเมามัน ผมโมโหเลยปัดตายไปหลายตัว มาคิดทีหลังว่าไม่น่าไปทำเขาเลย เรามาอยู่ในบ้านเขาแท้ๆ แถมไปทำเขาตายอีก เหมือนเราเป็น Aliens มาบุกโลกมดยังไงยังงั้น

โอเค สรุปผลการทดลอง: คราวนี้ยังไม่พบว่ามีผีนะครับ แสดงว่า:
  1. ผีอาจมีจริงแต่เราเรียกเขาไม่ถูกวิธี อาจจะใช้วิธีคิดในใจไม่ได้ หรือไปบอกคนผิดเช่นเจ้าพ่อศาลเขาใหญ่ไม่มีหน้าที่ไปเรียกผีให้เราดู หรือ
  2. ผีอาจมีจริงแต่เขายุ่งเลยไม่รู้่ว่าจะมาเจอเราทำไม หรือ
  3. ผีอาจมีจริง รู้ว่าเราอยากพบ แต่เดินทางมาหาไม่ทัน หรือ
  4. ผีอาจมีจริง แต่ไม่มาเจอกับเราเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ หรือ
  5. ผีไม่มีจริง
ผมก็คงความเชื่อว่าไม่น่าจะมีผีต่อไป แต่อัตราส่วนต่อรองเพิ่มขึ้นอีกนิด (จาก 1000:1 เป็น 1000+ : 1) ตามหลักการ Bayesian Inference เปี๊ยบ (ผมเคยพูดถึงไว้ในอดีตครับ) แต่ผมก็กลัวผีแบบไม่มีเหตุผลเหมือนเดิม (ผมกลัวอะไรแบบไม่มีเหตุผลหลายอย่างครับ เช่นกลัวฉลามในสระว่ายน้ำเพราะไปดู Jaws ตอนเด็กๆ หรือกลัวจิ้งจกมากกว่ากลัวงูเพราะเคยจับจิ้งจกตอนเด็กๆแล้วหางเขาหลุดติดมือ เป็นต้น)

ถ้าใครมีหลักฐานแน่นหนา น่าเชื่อว่ามีผีจริงๆกรุณาบอกผมด้วยนะครับ ถ้าผีมีจริงจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะว่ามีอะไรที่เราไม่รู้อีกเรื่องเบ้อเริ่มเลย มี Nobel Prizes หลายอันในการศึกษาแน่ ผมชอบสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งแปลกยิ่งดี แต่ต้องมีหลักฐานดีๆนะครับ พวกหลอกลวงชาวบ้าน หรือคิดเป็นตุเป็นตะไปเองแล้วโมเมเอา ไม่น่าสนใจ ผมคิดว่าคนที่ชอบบอกคนอื่นๆว่า "ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่" ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมนะครับ เพราะเป็นตัวแพร่ความงมงายในหมู่คนวงกว้างต่อไป ถ้าเราไม่รู้เรื่องอะไรหรือไม่เชื่อเรื่องอะไร ถ้าเราสนใจเราควรจะคิดหาทางตรวจสอบว่าความจริงเป็นอย่างไรนะครับ ลูกหลานในอนาคตจะได้รู้มากกว่าพวกเรา

เท่าที่เห็นข้อมูลสนับสนุนที่ผ่านมา ผมยังไม่เชื่อว่ามี ผี ไดโนเสาร์(ไม่รวมนก)ที่ยังมีชีวิตอยู่ มนุษย์ต่างดาวเยือนโลก Bigfoot หมอดูที่รู้อนาคต ผู้วิเศษอย่าง Harry Potter ฯลฯ นะครับ แม้ว่าในใจผม ผมอยากจะให้สิ่งเหล่านี้มีจริงๆก็ตาม เพราะถ้ามีจริง ก็แสดงว่าธรรมชาติยิ่งแปลกประหลาดกว่าที่เราคิดอีกเยอะ :-D

ปล.

1. เสียงสัตว์แปลกๆที่เราไม่คุ้นเคยในป่ามีมากมายครับ ถ้าเสียงน่ากลัวอาจทำให้เราคิดว่าเป็นผีก็ได้

2. มีนักวิทยาศาสตร์คิดว่าในสถานที่ในอังกฤษที่ว่ากันว่าผีดุนั้น สามารถอธิบายได้จากการที่มีเสียงความถี่ต่ำกว่าที่เราได้ยิน (infrasound) ทำให้เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกว่ามี "อะไร" บางอย่างอยู่รอบๆครับ นักวิทย์เหล่านี้สามารถเปิดและปิดความรู้สึกผีหลอกด้วยการเปิดปิดลำโพงที่ส่งเสียง infrasound ด้วยครับ

3. ถ้าท่านชอบเรื่องราวทำนองวิทยาศาสตร์ผมมี blog posts หลายอันเหมือนกันครับ

Saturday, October 03, 2009

There Might Be A Female Monk From My Family


Tatia likes to dress up as a monk. Aor documented this in her newest Tabblo.

I've been telling my kids that they should not pay respect to people dressing up in yellow monk robes automatically because there are quite a few people who earn money by pretending to be monks. When they are a bit older, I will tell them the generalization that we shouldn't pay respect to people with impressive titles or positions automatically either.

Monday, September 28, 2009

Aor's Two Tabblos About Khao Yai Trip

Aor took more than 1,700 pictures at the most recent (September 4-6) Khao Yai trip arranged by Bann Ploypoom kindergarten. She chose a few for these two Tabblos: Part I here and Part II here. All of us love the trip.

Friday, September 25, 2009

How To Waste Hours In 3 Easy Steps


1. Go to http://picasa.google.com/ and download Picasa 3.5 (not the 3.0 or 3.1 version.)
2. Tell Picasa to recognize people's faces in your collection of photographs.
3. When Picasa is not sure about a face, it will ask you whether a face belongs to someone. This is where you will spend hours. Very addictive.

P.S.

1. I know that iPhoto '09 already has this feature, but I switched to Picasa 3 many months ago because iPhoto '08 was gobbling up my disk space. Whenever I made a small adjustment (like straighten, lighten, etc.), iPhoto created a copy of the original. Soon, I was running out of disk to store my photographs. Picasa is more forgiving in this regard since it only stores the commands that I want to apply to the original pictures, not copies of the pictures. Also, I didn't buy iLife '09 (in which iPhoto '09 can be found) either.

2. Picasa runs on Mac and Windows. Within 2 hours of installing it on my Mac, I told my wife and she got it running on her Windows machine. Since then, both of us have been classifying unknown faces like crazy.

3. Titus had a lot of fun clicking faces to help Picasa.

Friday, July 31, 2009

Thursday, June 04, 2009

Two New Tabblos From Aor

Aor updated her Tabblo again. This time she chronicled the trips to Safari World open zoo and Dream World amusement park. This was during Titus' and Tatia's school break last month.

Sunday, May 31, 2009

A Great Book, Now Presented In MIT OpenCourseWare Videos


I first read Gödel, Escher, Bach: An Eternal Golden Braid around 1986. At the time, I knew Bach from cool music and Escher from cool art, but I was only vaguely aware that Gödel did something really important in mathematics, so I picked up the big book and started reading. It turned out to be one of the great (and one of the most challenging) books I have ever read. The book is about how consciousness and meaning might form from primitive, meaningless, building blocks.

I was just aware that MIT has a free course that you can view online teaching high school students about the contents of the book. This will be a great resource for a kid who understands English and is interested in questions about how consciousness might arise. It's much more interesting than what is normally discussed in normal classes.

I've been telling people around me that the current mainstream Thai education system is severely broken, producing mostly automatons optimized for stupid test scores, not for understanding. This is why I'm trying to collect links that might be useful for educating the next generation of children. (An example of such resources is Peteris Krumins' excellent collection of educational links I mentioned in a previous post.)

Monday, April 27, 2009

Titus the Hero!


หลังจากแม่อ้อและพ่อโก้ไปรับธีธัชและธัชธีญาจากโรงเรียน แม่อ้อก็พาเด็กทั้งสองไปอาบน้ำ โดยหารู้ไม่ว่าห้องนอนถูกบุกรุกโดยลูกจิ้งจกตัวยาวประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง เมื่อแม่อ้อและธัชธีญาเห็นเจ้าสัตว์แปลกหน้าวิ่งเข้าหา ทั้งสองก็ร้องวี๊ดว๊ายและหนีจิ้งจกกันอลหม่าน ธีธัชรีบวิ่งเข้าไปไล่จับจิ้งจกทันที ไล่อยู่สักสองนาทีก็จับได้อย่างทะนุถนอมไม่บอบช้ำ แล้วเอาไปปล่อยนอกห้อง เป็นการช่วยชีวิตแม่และน้องไว้ได้อย่างหวุดหวิด

พ่อโก้ภูมิใจมากที่ธีธัชเมื่อก่อนไม่กล้าจับจิ้งจกเหมือนกับพ่อ แต่วันนี้วิ่งเข้าไปช่วยแม่และน้อง (ครั้งสุดท้ายที่พ่อโก้จับจิ้งจกก็อายุมากกว่าธีธัชตอนนี้หน่อย หยิบแล้วหางหลุดติดมือ พ่อโก้เลยไม่กล้าจับอีกเลย)