Wednesday, February 16, 2011

อย่าใช้ Chrome ยื่นภาษีทางเน็ต


คราวนี้เป็นครั้งที่สามที่ผมเขียน blog เกี่ยวกับการยื่นภาษีทางเน็ตครับ

ในปี 2552 ผมเขียน อย่าใช้ Firefox ยื่นแบบภาษีทางเน็ต ปี 2553 ผมเขียน เมื่อ(คอมพิวเตอร์)กรมสรรพากรคิดว่าผมเป็นผู้หญิง ปีนี้ผมลองใช้ Google Chrome ยื่นแบบภาษีครับ

ปัญหาเหมือนกับยื่นแบบด้วย Firefox เมื่อสองปีที่แล้วครับ คือพอถึงหน้าที่ให้กรอกเงินปันผลจากบริษัทต่างๆ ผมก็สามารถกรอกข้อมูลได้ แต่พอกดว่าเสร็จ ข้อมูลที่กรอกเข้าไปไม่ถูกใส่ไปในการคำนวณ

ผมหันไปใช้ Internet Explorer บน Windows XP กรอกสำเร็จในที่สุดครับ ตอนทำเสร็จ กรมสรรพากรมีคำชมว่ายื่นแบบทางเน็ตช่วยลดโลกร้อนด้วยครับ :-D

โดยรวมแล้วบริการยื่นแบบภาษีทางเน็ตใช้งานได้ไม่ยาก ตรงไปตรงมาดีครับ แต่ควรใช้กับ Internet Explorer เท่านั้น

บันทึกไว้เพื่อช่วยความจำตนเองและเผื่อคนอื่นๆเห็นจะได้ประหยัดเวลาครับ

Tuesday, February 15, 2011

สมดุลของร่างกายและกลหลอกลวงชาวบ้าน


ถ้าไม่เห็นรูปหรือวิดีโอ เข้าไปดูที่เว็บ http://kostuff.blogspot.com/ นะครับ
(คราวที่แล้วเรื่องลูกแก้วและเข็มลอยน้ำอยู่ที่นี่ครับ)

วันนี้ผมเข้าไปทำการทดลองวิทยาศาสตร์กับเด็กๆประถมกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรมและเด็กๆอนุบาลบ้านพลอยภูมิอีกแล้วครับ คราวนี้เด็กได้ทำการทดลองเกี่ยวกับสมดุลของร่างกาย และการที่มิจฉาชีพใช้กลเกี่ยวกับหลักการนี้มาหลอกลวงขายของวิเศษครับ

ก่อนอื่นผมให้เด็กๆขึ้นมายืนกางแขนทั้งสองข้างออก แล้วยกขาข้างหนึ่ง แล้วผมก็กดแขนข้างหนึ่งลงโดยให้เด็กออกแรงต้านไว้ ซึ่งในครั้งแรกเด็กก็จะล้มลงหรือแขนหุบลงมาอย่างง่ายดาย จากนั้นผมก็เอา "ของวิเศษ" (ทำจากฟอยล์อลูมิเนียมขยำเป็นก้อนกลมๆ) ให้เด็กกำไว้ในมือ แล้วยืนกางแขนเหมือนเดิมอีก แต่คราวนี้พอผมกดแขน เด็กก็สามารถกางแขนต้านทานแรงกดได้มากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด พอผมเอา "ของวิเศษ" คืนแล้วเริ่มกดแขนใหม่ เด็กก็จะล้มหรือแขนหุบลงอีก




แน่นอนครับ "ของวิเศษ" ที่ว่า ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เด็กๆมีแรงเยอะขึ้น สาเหตุที่แท้จริงก็คือเวลาผมกดแขนของเด็กๆลงนั้น ถ้าผมกดลงและเฉียงออกจากตัวเด็กเล็กน้อย แขนก็จะหุบลงง่ายๆหรือเด็กๆเสียหลักล้มลงง่ายๆ ถ้าผมกดลงและเฉียงเข้าตัวเด็กเล็กน้อย แขนก็จะสามารถออกแรงต้านได้อย่างมากมาย พอผมเฉลยว่ากลนี้ทำงานอย่างไร เด็กๆก็จับกลุ่มเล่นกันเองครับ


กลอันนี้ถูกมิจฉาชีพเอาไปใช้หลอกชาวบ้านให้ซื้อ "เหรียญควอนตัม" ราคาเป็นพันเป็นหมื่นบาทครับ โดยบอกว่าถ้าห้อยเหรียญหรือกำเหรียญไว้ ก็จะมีพลังมากขึ้น กดแขนไม่ลงครับ มีการเปิดโปงที่เว็บพันทิพอยู่หลายกระทู้ครับ ลองดูนี่เลยครับ

อันนี้เป็นวีดีโอจากต่างประเทศที่เฉลยกลนี้ให้ดูครับ เนื่องจากเหรียญควอนตัมนี่ขายทั่วโลกเลย:



จากนั้นผมก็ให้เด็กๆยืนตัวตรงขาเหยียดตรงและให้ส้นเท้าติดผนัง แล้วผมก็ถามว่าเด็กๆสามารถก้มตัวเก็บของที่ตกอยู่ข้างหน้าได้ไหม ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครทำได้ครับ แล้วผมก็ให้เด็กๆดูผมก้มเก็บของเมื่อตัวผมห่างจากกำแพง ก็จะเห็นได้ว่าเวลาที่ผมก้มลงไปเก็บของ ส่วนก้นจะเคลื่อนที่ไปข้างหลัง คอยถ่วงน้ำหนักไว้ไม่ให้ผมหน้าคะมำ แต่ถ้ายืนติดผนัง ก้นจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปด้านหลังได้ ทำให้ก้มลงเก็บของไม่ได้


ต่อมาผมก็ให้เด็กๆนั่งบนเก้าอี้ให้หลังติดผนัง เท้าวางบนพื้นทางด้านหน้าของเก้าอี้ แล้วผมก็ถามเด็กๆว่าให้ลุกขึ้นโดยไม่โยกหัวและตัวมาข้างหน้าและไม่ใช้มือช่วยได้หรือไม่ ซึ่งก็จะทำไม่ได้เพราะน้ำหนักตัวจะตกอยู่เหนือก้นที่อยู่บนเก้าอี้ แรงจากขาไม่สามารถยกตัวขึ้นมาได้ครับ เด็กๆบางคนลองขยับขากางออกมาอยู่ข้างๆเก้าอี้เหมือนท่าหนุมานในโขน ท่านี้จะสามารถทำให้ยกตัวได้ครับ เพราะน้ำหนักตัวตกอยู่ระหว่างขาและขาสามารถยันตัวขึ้นมาได้


ครูเจนแนะนำกลอีกอันด้วยครับ ให้เด็กๆยืนหันข้างให้ศีรษะและเท้าข้างหนึ่งชิดกับผนัง แล้วให้พยายามยกขาอีกข้างขึ้น ซึ่งก็ไม่มีใครยกได้ครับ เหตุผลก็คือถ้าจะยกขาข้างหนึ่งขึ้น ตัวต้องขยับไปอีกทางเพื่อรักษาสมดุลไว้ครับ ถ้าตัวขยับไม่ได้เพราะมีผนังดันอยู่ ก็จะยกขาขึ้นไม่ได้ครับ



Thursday, February 10, 2011

หนังสือแนะนำ: Predictably Irrational และ พฤติกรรมพยากรณ์


Predictably Irrational ที่เขียนโดย Dan Ariely หรือฉบับแปลเป็นภาษาไทยที่เรียกว่า พฤติกรรมพยากรณ์ โดยคุณพูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ เป็นหนังสือที่น่าสนใจและอ่านสนุกมากครับ เนื้อหาเกี่ยวกับวิธีตัดสินใจที่ไม่ค่อยมีเหตุผลของคนทั่วๆไป ที่แพร่หลายจนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเราครับ นักการตลาดสามารถใช้ความไม่มีเหตุผลของเราเพื่อเพิ่มยอดขายหรือสร้างราคาและตลาดใหม่ๆเต็มไปหมดครับ

อาจารย์ป่านให้หนังสือ Predictably Irrational ผมนานแล้วครับ แต่พึ่งเห็นฉบับแปลภาษาไทยเลยมาพึ่งมาแนะนำ

Dan Ariely มีเว็บไซต์ของเขาด้วยครับ

Tuesday, February 08, 2011

ทำอย่างไรให้ลูกแก้วลอย และเข็มลอยน้ำ



ถ้าไม่เห็นรูปหรือวิดีโอ เข้าไปดูที่เว็บ http://kostuff.blogspot.com/ นะครับ
(คราวที่แล้วเรื่องแม่เหล็กและขดลวด และเข็มลอยน้ำอยู่ที่นี่ครับ)

วันนี้ผมเข้าไปทำการทดลองวิทยาศาสตร์กับเด็กๆประถมกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรมและเด็กๆอนุบาลบ้านพลอยภูมิอีกแล้วครับ คราวนี้ให้เด็กประถมและเด็กอนุบาลสามเรียนรู้เรื่องแรงลอยตัวในน้ำ ส่วนเด็กอนุบาลสองได้ดูเข็มลอยน้ำอย่างที่เด็กอนุบาลสามได้ดูสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับเด็กประถม ผมเริ่มด้วยการให้เด็กๆดูวิดีโอคลิปแม่ชีลอยน้ำ ซึ่งเด็กๆก็ออกความเห็นกันใหญ่ว่า "ผมก็ลอยได้", "ใส่โฟมไว้ข้างในหรือเปล่า", "ผมทำท่าปลาดาวลอยได้", ฯลฯ ผมดีใจมากที่เด็กๆเห็นว่าน่าจะมีคำอธิบายที่ไม่ต้องมีเวทย์มนต์หรือปาฏิหาริย์อะไร ตอนโตขึ้นผมหวังว่าเด็กๆจะถูกหลอกยากจากการได้ศึกษาและทดลองวิทยาศาสตร์แต่เด็ก



จากนั้นผมก็ตัดฟอยล์อลูมินัมแจกเด็กๆ แล้วบอกให้เด็กทำให้จม ซึ่งก็ทำได้ง่ายมาก แค่ให้น้ำท่วมสักครึ่งแผ่นก็จะจมลงไปแล้ว จากนั้นผมก็บอกให้เด็กๆทำให้ลอย เด็กๆก็ทำหลายแบบ ตั้งแต่วางแผ่นฟอยล์แบนๆไว้บนผิวน้ำให้แรงตึงผิวของน้ำดันไว้ พับเป็นถ้วยเล็กๆให้ลอย เอาฟอยล์ไปแนบกับฝาขวดหรือก้นถ้วยให้เป็นรูปทรงเหมือนกับแบบแล้วเอาไปลอย




แล้วผมก็เพิ่มความยากโดยแจกลูกแก้วให้เด็กๆ แล้วบอกว่าต้องทำให้ลูกแก้วลอยอยู่ในฟอยล์ด้วย เด็กๆก็ทดลองเอง ในที่สุดก็ทำกันได้ ด้วยการใส่ลูกแก้วไว้กลางๆไม่ให้เรือฟอยล์เอียงแล้วน้ำเข้า ผมให้เด็กๆขึ้นไปเขียนบนกระดานว่าได้เรียนรู้อะไรบ้างด้วย พอเด็กๆทำให้ลูกแก้วลอยได้ ก็เริ่มทำการแข่งขันว่าใครใส่ลูกแก้วได้มากกว่ากันเป็นที่สนุกสนาน





จากนั้นผมก็บอกว่าแรงที่ช่วยยกเรือฟอยล์ที่บรรทุกลูกแก้วเรียกว่าแรงลอยตัว คือเวลามีอะไรกดลงไปในน้ำ น้ำก็จะบุ๋มลงไป น้ำรอบๆที่บุ๋มลงไปก็จะผลักดันสิ่งที่จุ่มลงไปในน้ำ แรงที่ผลักดันสิ่งที่จุ่มไปในน้ำเรียกว่าแรงลอยตัว ขนาดของแรงเท่ากับน้ำหนักของน้ำที่ถูกแทนที่ กฏธรรมชาติข้อนี้ถูกค้นพบโดยอาร์คิมีดีสเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้ว เด็กๆยังงงๆอยู่กับกฏข้อนี้แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร แค่จำประสบการณ์การเล่นเรือฟอยล์เอาไว้ เรื่องรายละเอียดอื่นๆไว้เรียนรู้อีกทีตอนโตขึ้นอีกหน่อย


สำหรับเด็กอนุบาลสาม ผมก็แสดงการสร้างเรือฟอยล์ให้ดู ทำอันใหญ่ที่ใส่ลูกแก้วได้หลายๆลูกและกรรไกรอีกอัน และบอกเด็กๆว่าเรือจริงๆที่เราเห็นก็ลอยอยู่ได้เหมือนกันด้วยหลักการเดียวกันนี้




สำหรับเด็กอนุบาลสองผมให้ดูการทดลองเข็มลอยน้ำที่พวกเขาไม่ได้ดูเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ


Friday, February 04, 2011

Today I Learned About Prince Rupert's Drops

Here's the link from Wikipedia.

The drops are "...are a glass curiosity created by dripping hot molten glass into cold water. The glass cools into a tadpole-shaped droplet with a long, thin, tail. The water rapidly cools the molten glass on the outside of the drop, while the inner portion of the drop remains significantly hotter. When the glass on the inside eventually cools, it contracts inside the already-solid outer part. This contraction sets up very large compressive stresses on the exterior, while the core of the drop is in a state of tensile stress. It can be said to be a kind of tempered glass. The very high residual stress within the drop gives rise to unusual qualities, such as the ability to withstand a blow from a hammer on the bulbous end without breaking, while the drops will disintegrate explosively if the tail end is even slightly damaged."

Here's a video clip of them exploding on YouTube:


Tuesday, February 01, 2011

ประยุกต์แม่เหล็ก+ขดลวดสำหรับเด็กประถม เข็มลอยน้ำสำหรับเด็กอนุบาล


ถ้าไม่เห็นรูปหรือวิดีโอ เข้าไปดูที่เว็บ http://kostuff.blogspot.com/ นะครับ
(คราวที่แล้วเรื่องการสร้างไฟฟ้าจากลม และแรงตึงผิวอยู่ที่นี่ครับ )

ผมเข้าไปทำการทดลองวิทยาศาสตร์กับเด็กประถมกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรมและเด็กอนุบาลสามโรงเรียนบ้านพลอยภูมิอีกครั้ง สำหรับเด็กประถมเราทำการทดลองเกี่ยวกับแม่เหล็กและขดลวด และการประยุกต์ใช้ในจานแม่เหล็กเก็บข้อมูล (Harddisk) และหัวอ่านแผ่นเสียง สำหรับเด็กอนุบาลสาม วันนี้ได้ดูการทดลองแสดงวิธีการลอยเข็มเย็บผ้าบนน้ำ (วันนี้เด็กอนุบาลสองไปปั้นดินเหนียวครับ เลยไม่ได้เข้าไปสอน)

สำหรับเด็กประถม ผมพยายามเชื่อมโยงกับการทดลองจากสัปดาห์ที่แล้ว (สร้างไฟฟ้าจากลม) ที่เราทำให้เครื่องปั่นไฟ (ซึ่งก็คือมอเตอร์ธรรมดา) หมุนแล้วสร้างกระแสไฟฟ้าออกมา โดยผมเอามอเตอร์เก่าๆมาแกะให้เด็กๆดูว่าข้างในมีแม่เหล็กและขดลวดอยู่ใกล้ๆกัน เมื่อขดลวดวิ่งผ่านแม่เหล็ก ก็จะมีกระแสไฟฟ้าไหลในขดลวด


ผมบอกเด็กๆว่ากฏธรรมชาติข้อหนึ่งก็คือ ถ้ามีขดลวดและแม่เหล็กมาอยู่ใกล้กัน และมีการเคลื่อนไหวของขดลวด หรือแม่เหล็ก หรือทั้งสองอย่าง ก็จะมีกระแสไฟฟ้าไหลในขดลวด กฏข้อนี้เราจะสามารถเห็นได้ในอุปกรณ์หลายๆอย่าง เช่น เครื่องปั่นไฟ ไมโครโฟน เตาแม่เหล็กเหนี่ยวนำ หัวอ่านแผ่นเสียง หัวอ่านข้อมูลใน Harddisk ฯลฯ

วันนี้เด็กๆได้หมุนและเขย่าแม่เหล็กใกล้ๆขดลวดทองแดง และมองเข็มวัดกระแสไฟฟ้าขยับตาม


จากนั้นผมก็แกะ Harddisk ให้เด็กๆดูหัวอ่าน ที่เป็นขดลวดเล็กๆ แล้วบอกเด็กๆว่าบนจานกลมๆที่หมุนใต้หัวอ่านนั้น มีแม่เหล็กเล็กๆเรียงกันอยู่ พอแม่เหล็กวิ่งผ่านหัวอ่าน ก็จะมีกระแสไฟฟ้าในขดลวดในหัวอ่าน ซึ่งคอมพิวเตอร์ไปแปลความหมายได้ว่ามีข้อมูลอะไรอยู่บนจาน


สำหรับหัวอ่านแผ่นเสียง เข็มที่หัวอ่านจะวิ่งไปตามร่องแผ่นเสียงที่ขรุขระ ที่เข็มจะติดแม่เหล็ก(หรือขดลวดเล็กๆ)ไว้ใกล้ๆกับขดลวด(หรือแม่เหล็ก) เมื่อเข็มสั่น ก็จะทำให้มีกระแสไฟฟ้าเอาไปขยายแล้วทำให้ลำโพงดังได้

สำหรับเด็กอนุบาลสาม ผมไปเล่นกลทำเข็มลอยน้ำให้ดู เริ่มโดยถามเด็กๆว่าถ้าวางเข็มเย็บผ้าที่ทำจากเหล็กไว้บนน้ำแล้วเข็มจะลอยหรือจะจม เด็กๆก็ตอบว่าเข็มจะจมน้ำ ผมก็บอกว่าถ้าเราค่อยๆวางอย่างระมัดระวัง บางครั้งเข็มจะลอยได้ เหมือนแมลงหลายๆชนิดที่เดินบนน้ำได้ เนื่องจากน้ำมีแรงตึงผิวที่สามารถยกของชิ้นเล็กๆได้

จากนั้นผมก็บอกว่ามีวิธีง่ายๆที่เราจะทำให้เข็มลอยน้ำได้โดยไม่ต้องระมัดระวังมากนัก อุปกรณ์ที่เราต้องการก็คือกระดาษทิชชู่ วิธีทำก็คือเอาเข็มเย็บผ้าวางบนกระดาษทิชชู่ วางบนผิวน้ำ แล้วเขี่ยเบาๆให้กระดาษทิชชู่จมน้ำไป เข็มจะลอยน้ำอยู่ได้ด้วยแรงตึงผิวของน้ำ

เพื่อสืบเนื่องกับการทดลองสัปดาห์ที่แล้ว ผมจึงเอาน้ำยาล้างจานไปแตะผิวน้ำ แรงตึงผิวของน้ำจะถูกทำลายไป ทำให้เข็มจมนำ้