Wednesday, July 28, 2010

Create Your Own Wolfram|Alpha Widget

Now you can use Wolfram|Alpha's extensive knowledge to do many useful or silly stuff. Here's my first widget.

Tuesday, July 27, 2010

ข่าวน่่าชื่นใจ

อ่านแล้วชอบครับ เลยมาบันทึกไว้ ข่าวเต็มอยู่ที่นี่ครับ

... “ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่เอา!” เด็กชายวัย 11 ขวบ พูดอย่างเด็ดเดี่ยว “เราไม่มีเงินรักษาอาการป่วยของพ่อ เราก็ทุกข์ใจแทบตาย คนที่ทำเงินหายก็ทุกข์ใจแทบตายเช่นกัน” ดังนั้น เด็กชายอี้ว์ จึงตัดสินใจนำเงินไปให้ตำรวจ เพื่อสืบหาและคืนแก่เจ้าของโดยเร็ว...

...ขณะที่อี้ว์ ซื่อจวิน พ่อที่ตาใกล้บอด ชื่นชมลูกชายว่า “ลูกทำถูกต้องแล้ว ไม่เสียแรงเปล่าที่ได้อบรมสั่งสอนมา”...

Tuesday, July 20, 2010

ความเร็วและแรงดันอากาศสำหรับเด็กป. 1+2+3


(คราวที่แล้วเรื่องยกของหนักด้วยคานที่นี่)

สัปดาห์นี้่โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิมีงานนิทรรศการภูมิผลิใบ ที่ให้คุณพ่อคุณแม่เข้าไปชมผลงานและการแสดงของระดับชั้น เตรียมอนุบาล อนุบาล 1, 2, และ 3 ผมจึงไม่ได้แสดงการทดลองวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาล ได้แต่ทำการทดลองกับเด็กกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรม

วันนี้เราทำการทดลองเกี่ยวกับความเร็วในการไหลของอากาศและความดันอากาศ โดยธรรมชาติของอากาศนั้น ถ้าอากาศไหลเร็วบริเวณไหน ความดันอากาศบริเวณนั้นจะต่ำลง ไม่ใช่สูงขึ้นอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด

ผมเริ่มโดยการถามเด็กๆว่าใครเคยขึ้นรถไฟหรือรถไฟฟ้าบ้าง เด็กๆทุกคนก็ยกมือและเริ่มเล่าเรื่องการผจญภัยบนรถไฟ ทั้งบนฟ้าและใต้ดิน จนผมต้องบอกว่าพอก่อน เพราะจะมีเรื่องเล่าต่อไปเดี๋ยวเวลาจะไม่พอ แล้วก็ถามเด็กๆว่าเห็นเส้นกั้นไม่ให้เราเข้าไปใกล้รถไฟไหม เขามีไว้ทำไม เด็กๆก็ตอบว่ามีไว้รถไฟจะได้ไม่ชน ผมก็เลยเสริมว่า ถ้าเข้าใกล้เกินไปเวลารถวิ่งผ่านเร็วๆ เราอาจถูกดูดเข้าไปหารถไฟได้ด้วย หรือถ้ายืนใกล้ๆรถบรรทุกที่วิ่งผ่านเราเร็วๆ เราจะรู้สึกเหมือนมีลมผลักหลังเราเข้าหารถ

ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดจากธรรมชาติของอากาศ (และของไหลได้เช่นน้ำ) ที่ว่าที่ใดที่อากาศไหลเร็ว ความดันอากาศแถวนั้นจะน้อย ดังนั้นถ้าบริเวณอื่นที่อยู่รอบๆมีความดันอากาศมากกว่า ก็จะมีลมวิ่งจากที่ความดันมากเข้าหาที่ความดันน้อยกว่า (หลักการนี้เรียกว่าหลักการของเบอร์นูลลี)

เราเริ่มการทดลองโดยเอาแถบกระดาษ (ขนาดประมาณ 1" x 4") มาถือไว้ให้ห้อยอยู่ในมือ แล้วเราก็เป่าลมผ่านหลอดกาแฟผ่านด้านบนของแถบกระดาษ ก็จะพบว่ากระดาษลอยขึ้น เนื่องจากด้านบนของกระดาษจะมีความดันอากาศต่ำกว่าด้านล่าง เพราะด้านบนมีลมวิ่งเร็ว ความดันด้านบนจึงน้อยกว่าใต้กระดาษ

ต่อไปเราก็เอากระดาษอีกชิ้นมาพับเป็นรูปตัว U กลับหัวดูคล้ายๆสะพาน แล้วเราก็เป่าลมใต้สะพานกระดาษให้อากาศใต้สะพานไหลเร็วๆ ทำให้ความดันใต้สะพานต่ำกว่าความดันด้านบน ทำให้สะพานยุบตัวลง เด็กๆได้รับหลอดคนละอันไปเป่าให้สะพานยุบกัน





การทดลองต่อไปก็คือการเป่าลมให้ดูดน้ำขึ้นมาเป็นฝอย ในการทดลองนี้เรามีหลอดสองอัน อันแรก (#1) จุ่มลงไปในขวดน้ำ และเราเป่าลมในหลอดที่สอง (#2) ให้ลมไหลผ่านปลายด้านบนของหลอดแรก เมื่อลมว่ิงเร็วๆผ่านด้านบนของหลอด #1 ความดันอากาศบริเวณนั้นก็จะลดลง ทำให้ดูดน้ำขึ้นมาจากขวด เมื่อน้ำพ้นปลายหลอด ก็ถูกลมพัดเป็นละอองฝอยๆ เป่าใส่เด็กๆให้วี๊ดว๊ายกันใหญ่



การทดลองสุดท้ายคือการเป่าให้เหรียญลอยขึ้นจากโต๊ะ เราทำโดยการนำเหรียญบาทและเหรียญห้าสิบสตางค์ วางห่างจากขอบโต๊ะประมาณ 10 เซ็นติเมตร แล้วเราก็ขยับปากไปข้างๆโต๊ะให้ริมฝีปากล่างอยู่ระดับเดียวกับด้านบนของโต๊ะ แล้วเป่าลมแรงๆเป็นจังหวะสั้นๆ จะพบว่าเหรียญกระเด็นขึ้นมาได้ (ความจริงการทดลองนี้ผมยังไม่แน่ใจว่าเหรียญกระเด็นได้อย่างไรแน่ คำอธิบายทั่วไปก็คือมีช่องว่างเล็กๆเนื่องจากพื้นโต๊ะและเหรียญขรุขรุให้อากาศใหลผ่านได้ระหว่างโต๊ะกับเหรียญ เมื่อเราเป่าลมแรงๆผ่านด้านบนของเหรียญ ความดันอากาศด้านบนก็จะน้อย ทำให้อากาศจากด้านล่างของเหรียญผลักให้เหรียญลอยขึ้นจากโต๊ะ ผมไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วแรงลมที่ปะทะขอบเหรียญ และความฝืดของโต๊ะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เหรียญบิดขึ้นและโดนลมกระเด็นหรือเปล่า คงต้องทดลองบนพื้นโต๊ะนำ้แข็ง และเหรียญที่ขัดหน้าให้เรียบ เพื่อดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น)

หลังจากนั้นผมก็แจกเหรียญให้เด็กเป่ากันสักพัก ซึ่งเด็กๆก็เป่าได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเป่าได้ก็จะมีเสียงไชโยตื่นเต้นเป็นระยะๆ พอทุกคนเริ่มเหนื่อยเราก็เลิกการทดลองเพราะไม่งั้นอาจเป็นลมได้


Monday, July 19, 2010

โฆษณา "ขอโทษประเทศไทย"

เขาทำได้ดีนะครับ เลยเอามาลิงค์ไว้ที่นี่ ไม่รู้ว่าจะแบนทำไม พวกนี้ชอบกลัวเรื่องประเทืองปัญญาและความจริงเหลือเกิน

Wednesday, July 14, 2010

Links I Shared on Facebook

Since I found a button to easily share interesting links on Facebook, I have used it so much. You can see those links at http://www.facebook.com/posted.php?id=552001173

Tuesday, July 13, 2010

ยกของหนักด้วยคานสำหรับป. 1+2+3 เรื่องแรงดันอากาศสำหรับอนุบาล 2+3


(คราวที่แล้วเรื่องแบบจำลองปอดที่นี่)

วันนี้ผมเข้าไปทำการทดลองวิทยาศาสตร์ให้เด็กๆที่โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิดูอีกครั้งหนึ่ง สำหรับเด็กๆกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรม เราได้ทำการทดลองเรื่องคานยกของกัน สำหรับเด็กอนุบาล 2 และ 3 เราได้ดูการทดลองเกี่ยวกับความดันอากาศ

สำหรับเรื่องคาน ผมเริ่มโดยเอาเหรียญสิบบาทมาวางไว้ที่ปลายทั้งสองด้านของไม้บรรทัด โดยมีกระปุกสีวางไว้กลางๆไม้บรรทัด ให้เด็กๆดูว่าถ้าใส่เหรียญเท่าๆกันทั้งสองข้าง กระปุกสีจะต้องอยู่กลางๆไม้บรรทัด เด็กๆก็เดาได้แต่แรกแล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น


ต่อมาผมก็จะใส่เหรียญให้ข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่งสองเท่า และถามเด็กๆว่าจะต้องเลื่อนกระปุกสีไปทางไหน ไม้บรรทัดถึงจะไม่ตก เด็กๆก็คิดและเดากัน และบอกว่าต้องเลื่อนกระปุกสีให้เข้าใกล้ด้านที่มีเหรียญมากๆ พอผมทำตาม ไม้บรรทัดก็ทรงตัวอยู่ได้บนกระปุกสี

จากนั้นผมก็ใส่เหรียญจำนวนต่างๆกันที่ทั้งสองด้าน และเลื่อนกระปุกสีให้ไม้บรรทัดทรงตัวอยู่ได้ และถามเด็กๆว่าระยะทางจากปลายแต่ละด้านไปยังกระปุกสี ขึ้นกับจำนวนเหรียญอย่างไร เด็กๆก็บอกได้ว่าถ้าเหรียญมาก ระยะจะสั้น ถ้าเหรียญน้อยระยะจะยาว ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการของเครื่องทุ่นแรงที่เรียกว่าคาน




จากนั้นก็ให้เด็กๆสังเกตว่าการที่เราใช้เหรียญจำนวนน้อยๆ แต่ว่าให้ห่างจากกระปุกสี (ที่ตอนนี้เด็กๆรู้แล้วว่าคือจุดหมุนของคาน) จะสามารถยกเหรียญจำนวนมากๆที่อยู่ใกล้กระปุกสีได้ น้องแพมสังเกตเพิ่มมาด้วยว่าถ้ากดด้านยาว ด้านสั้นจะกระดกขึ้นน้อยกว่า (ข้อสังเกตนี้เป็นหลักการของการคงที่ของพลังงานที่น้องแพมได้สังเกตเห็นเองได้ก่อนที่คุณครูจะมาบอก)

จากนั้นเราก็เริ่มทำการทดลองกัน โดยให้เด็กๆลองยกเก้าอี้เพื่อดูว่ารู้สึกหนักแค่ไหน เด็กๆก็บอกว่าหนัก แต่เด็กๆบางคนจะปากแข็งบอกว่าไม่หนักเลย ยกได้ง่ายมาก




จากนั้นผมและคุณครูเจนก็เอาท่ออลูมิเนียมมาทำเป็นคาน โดยผูกปลายด้านหนึ่งกับเก้าอี้ แล้วให้เด็กๆเข้ามากดคานด้านยาวดูว่าใช้แรงน้อยลงมากไหมสำหรับการยกเก้าอี้ด้วยคาน เด็กๆก็ฮือฮากันใหญ่ว่ายกเก้าอี้ด้วยคานง่ายจัง

จากนั้นเราก็ขยับตำแหน่งของจุดหมุนให้เด็กๆรู้สึกถึงแรงที่ต้องใช้เมื่อระยะห่างถึงจุดหมุนเปลี่ยนไป ถ้าเราออกแรงห่างๆจากจุดหมุนเราก็จะออกแรงน้อย ถ้าออกแรงใกล้ๆจุดหมุนเราก็จะออกแรงเยอะ





ต่อมาผมก็บอกว่ามีคานอีกแบบที่เราให้ปลายของคานเป็นจุดหมุนเลย ถ้าเราออกแรงยกที่ปลายอีกด้านหนึ่ง เราก็สามารถยกน้ำหนักที่วางอยู่ระหว่างปลายทั้งสองข้างได้โดยทุ่นแรงไป เราทำการทดลองโดยการให้เด็กคนหนึ่งนั่งทับคานและให้เด็กอีกคนยกปลายคานขึ้น เป็นการทุ่นแรงไปได้เยอะ

เราจบการทดลองเรื่องคานโดยการให้เด็กๆยกตัวผมกัน เด็กๆตื่นเต้นกันมากที่สามารถงัดตัวผมให้สูงขึ้่นมาจากพื้นได้



ตอนเข้ามาในห้องผมพูดเรื่องกระดูกและกล้ามเนื้อของเราว่าเป็นลักษณะคานแบบหนึ่ง ให้เด็กๆดูคลิปวิดีโอใน YouTube และบอกว่ากล้ามเนื้อเรามีแรงเยอะแต่ลักษณะที่กล้ามเนื้อและเอ็นติดกับกระดูกแขนนั้น ทำให้เรายกนำ้หนักได้น้อยลง แต่ก็แลกมาด้วยความเร็วในการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นกว่าความเร็วในการหดตัวขยายตัวของชิ้นกล้ามเนื่้อ จากนั้นก็ให้เด็กๆขยับแขนไปมาและให้จับกล้ามเนื้อที่หดตัวขยายตัว





สำหรับเด็กๆอนุบาลสองและสาม ผมไปทำการทดลองเรื่องเกี่ยวกับความดันอากาศ การทดลองแรกก็คือเรื่องอากาศร้อนจะพองตัว เริ่มโดยการเอาถุงมือปิดปากขวดพลาสติกแล้วเอาหนังสติ๊กรัดเอาไว้ให้แน่น ตอนนี้ถุงมือก็จะแฟบและห้อยอยู่ข้างขวด จากนั้นก็ถามเด็กๆว่าถ้าเอาน้ำร้อนจากกระติกราดขวดจะเกิดอะไรขึ้่น โดยถามนำเด็กๆว่าในขวดมีอะไร มีอากาศใช่ไหม (ใช่) ถ้าเอาน้ำร้อนราดขวด ขวดจะร้อนไหม (ร้อน) แล้วอากาศในขวดจะร้อนไหม (ร้อน) บอกเด็กๆว่าอากาศที่ร้อนขึ้่นจะใหญ่ขึ้น แล้วถามเด็กๆว่าถ้าอากาศใหญ่ขึ้นมันจะไปที่ไหน เข้าไปในถุงมือได้ไหม แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับถุงมือ (เด็กๆบางคนบอกกันว่าถุงมือน่าจะโป่งนะ)

ผมบอกว่าเราต้องตัดสินด้วยการทดลอง มาดูกันว่าผลจะเป็นอย่างไร ว่าแล้วผมก็เอาน้ำร้อนค่อยๆราดขวด เด็กๆก็จ้องและตื่นเต้นกันใหญ่ที่เห็นถุงมือค่อยๆพองขึ้น พองขึ้น แล้วก็กลายเป็นรูปมือ พอราดน้ำร้อนหมดแล้ว รอสักพัก ถุงมือก็ค่อยๆแฟบลง แฟบลง ก็เลยบอกเด็กว่าพอไม่เอาน้ำร้อนราด อากาศข้างในขวดและถุงมือก็ไม่ค่อยร้อนแล้ว ขนาดก็เลยเล็กลงทำให้ถุงมือแฟบ



การทดลองที่สองก็คือการเล่นแบบจำลองปอดที่ผมใช้สอนเด็กประถมสัปดาห์ที่แล้ว โดยมาทำเป็นเล่นกลให้ถุงมือพองแล้วแฟบ พองแล้วแฟบ โดยผมขยับถุงพลาสติกที่ปิดก้นขวดช้าๆไม่ให้เด็กเห็นชัดๆ สักพักก็ให้เด็กเข้ามาขยับถุงพลาสติกเองแล้วอธิบายว่าการหายใจของเราคล้ายกับแบบจำลองนี้อย่างไร


Tuesday, July 06, 2010

แบบจำลองปอดสำหรับเด็กป. 1+2+3


(คราวที่แล้วเรื่องผิวหนังและการระเหย และปืนใหญ่ลมที่นี่)

วันนี้เป็นวันอังคารและผมก็เข้าไปคุยกับเด็กๆเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนบ้านพลอยภูมิอีกครั้ง คราวนี้ได้แต่สอนเด็กกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรมชั้น ป. 1, 2, 3 เท่านั้น เพราะมีธุระไม่สามารถทำการทดลองให้เด็กอนุบาล 2 และ 3 ได้

วันนี้ผมเข้ามาพูดคุยเรื่องปอดและการหายใจ แต่ยังไม่บอกเด็กๆถึงหัวข้อ แต่ถามเด็กๆก่อนว่าถ้าจะให้ลมเข้าไปในถุงมือ (ถุงมือพลาสติกบางๆที่ผมนำมาด้วย) แต่ห้ามเป่า จะทำได้อย่างไร เด็กๆก็เดาไปกันใหญ่ แต่คำตอบทุกอันก็จะเกี่ยวกับการเป่าอากาศเข้าถุงมือทั้งนั้นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ผมจึงถามต่อว่าเวลาเราหายใจเอาอากาศเข้าไปในปอด มีอะไรเป่าอากาศเข้าปอดเราไหม เด็กๆก็ตอบได้ว่าไม่มี ผมจึงถามว่าแล้วอากาศเข้าไปในปอดได้อย่างไร ไม่มีใครเป่าอากาศเข้าปอดของเราใช่ไหม

จากนั้นผมก็เอาอุปกรณ์จำลองการทำงานของปอดออกมาให้เด็กดู อุปกรณ์นี้ประกอบด้วยถุงมือ ขวดพลาสติกขนาด 1.5 ลิตร ถุงพลาสติก และหนังสติ๊กสองสามเส้น

วิธีทำก็คือตัดก้นของขวดออก (อย่างระมัดระวัง เด็กๆไม่ควรทำเอง) รีดถุงมือให้แบนๆแล้วเอาถุงมือใส่ทางปากขวดให้นิ้วทั้งหลายห้อยอยู่ในขวด รัดหนังสติ๊กให้ถุงมือติดกับปากขวด ระวังให้มีช่องอากาศจากภายนอกผ่านเข้าไปในถุงมือทางปากขวดได้ จากนั้นก็เอาถุงพลาสติกไปปิดก้นขวดให้ถุงหย่อนๆจะได้ขยับเข้าขยับออกได้ แล้วเอาหนังสติ๊กรัดถุงพลาสติกติดกับก้นขวดไว้


จากนั้นเราก็จับถุงพลาสติกขยับเข้าออก แล้วก็จะเห็นถุงมือยุบและพองตามจังหวะที่ถุงพลาสติกขยับ เนื่องจากเมื่อเราขยับถุงพลาสติกออก ปริมาตรภายในของขวดจะมากขึ้น ทำให้ความดันอากาศน้อยกว่าภายนอก ทำให้อากาศจากภายนอกใหลเข้ามาในถุงมือ ทำให้ถุงมือพอง เมื่อเราขยับถุงพลาสติกเข้า ปริมาตรภายในของขวดจะลดลง ทำให้ความดันอากาศมากขึ้นและดันอากาศในถุงมือออกไป

จากนั้นผมก็อธิบายแบบจำลองว่าอะไรทำหน้าที่เหมือนอะไร คือถุงมือเหมือนกับปอด ขวดเหมือนกับทรวงอกที่มีซี่โครงแข็งๆล้อมรอบ และถุงพลาสติกเหมือนกับกระบังลม เวลาเราหายใจ สมองจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปที่กล้ามเนื้อกระบังลม ให้ขยับขึ้นลง (เหมือนถุงพลาสติกขยับ) ทำให้อากาศเข้าปอด (เหมือนกับอากาศเข้าถุงมือ)





จากนั้นผมก็ถามเด็กๆว่าอะไรพังจะทำให้หายใจไม่ได้บ้างโดยดูจากแบบจำลอง อย่างแรกก็คือถ้าถุงพลาสติก (กระบังลม) ไม่ขยับ เราก็หายใจไม่ได้ เหตุการณ์นี้อาจเกิดจากการที่สมองส่วนควบคุมการหายใจไม่สามารถส่งสัญญาณมาที่กระบังลม อันอาจเกิดจากปัญหาที่สมอง ที่เส้นประสาท อีกทางก็คือกระบังลมเป็นตะคริวเมื่อถูกกระแทกแรงๆ

อย่างต่อไปก็คือถ้ามีรูรั่วที่ขวด (ทรวงอก) อากาศก็จะเข้าทางรูรั่วแทน ไม่เข้าไปในปอด หรือถ้าขวดบี้แบน (ซี่โครงหัก) ถุงมือ (ปอด) ก็พองได้ลำบาก

อย่างต่อไปก็คือถ้ามีอะไรไปปิดปากขวด (จมูก ปาก หลอดลม) อากาศก็ไหลเข้าถุงมือ (ปอด) ไม่ได้ หรือถ้าเราเอาปากขวดไปจุ่มน้ำแล้วดึงถุง ก็จะเหมือนกับเราตกลงไปในน้ำแล้วหายใจเข้า น้ำก็จะเข้าปอดของเราเหมือนกับน้ำเข้าถุงมือ

ในการอธิบายนี้ผมแทรกเรื่องที่ว่าเราเป็นมนุษย์ไฟฟ้า เนื่องจากสัญญาณระหว่างสมองกับส่วนต่างๆในร่างกาย ที่วิ่งผ่านเส้นประสาท เป็นสัญญาณไฟฟ้าทั้งสิ้น

จากนั้นผมก็เอาวิดีโอจาก YouTube ที่มีภาพแสดงการทำงานของปอดเป็นภาพเคลื่อนไหวให้เด็กๆดู โดยได้อธิบายเรื่องการที่ปากและจมูกเราเชื่อมต่อกัน (ความจริงมีท่อเล็กๆที่เชื่อมจากปากไปที่ตาและหูด้วย) และทั้งสองก็ต่อกับหลอดลมเข้าปอด และท่ออาหารเข้ากระเพาะ



เมื่อกลืนอาหาร จะมีแผ่นเนื้อมาปิดหลอดลมเอาไว้ไม่ให้อาหารตกลงไปในท่อ ถ้ามีความผิดพลาดขึ้น อาหารตกลงไปแถวหลอดลม เราก็จะไอและสำลักเพื่อผลักอาหารออกมาจากหลอดลม ถ้าอาหารตกลงไปในหลอดลมได้ ก็อาจมีเชื้อโรคทำให้ปอดติดเชื้อและเราก็จะป่วยและตายได้

ในวิดีโอมีการกล่าวถึงกล่องเสียงซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่เราบังคับด้วยสัญญาณไฟฟ้าจากสมองให้สั่นเป็นเสียงต่างๆเมื่อมีลมขับผ่าน ผมก็แทรกว่าตอนนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถจับสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งมาที่หลอดลมได้โดยคนไม่ต้องพูดดังๆแล้ว สัญญาณที่จับได้สามารถบอกได้ว่าคนพยายามจะพูดอะไร

หลังจากนั้นก็พูดเรื่องถุงลมเล็กในปอดโดยให้เด็กคิดถึงลักษณะของปอดหมูในอาหารที่เคยเห็น ถุงลมเป็นลูกโป่งเล็กๆที่ยุบและพองตามอากาศที่ไหลเข้าไหลออก รอบๆถุงลมจะมีเส้นเลือดฝอยทั้งแดงและดำพันไปทั่วเพื่อรับอากาศดีจากลมหายใจเข้าและถ่ายอากาศเสียจากในเลือดออกไปกับลมหายใจออก

ผมแทรกอีกว่าเส้นเลือดที่เราเห็นเป็นเส้นๆใกล้ผิวหนังจะเป็นเส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดงจะอยู่ลึกลงไป จะได้เป็นอันตรายยากกว่าหน่อย เพราะถ้าเส้นเลือดแดงเสียหาย เลือดที่ไหลออกมาจะมีความดันสูงทำให้เสียเลือดเร็ว และเวลาเราซุ่มซ่ามไปชนโต๊ะแล้วมีรอยดำคล้ำ นั่นเกิดจากเส้นเลือดฝอยๆแตกเลือดเลยไหลออกมากองใต้ผิวหนัง

จากนั้นเราก็ทำการวัดความยาวเล็บนิ้วชี้ข้างขวา ต่อเนื่องมาจากการวัดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อดูว่าเล็บเรายาวเร็วแค่ไหน

สอนถึงแค่นี้เวลาก็หมดลง จึงบอกเด็กให้ไปคิดต่อว่าเราจะประดิษฐ์เครื่องสูบน้ำอย่างไรจากขวด ถุงพลาสติก และหนังสติ๊ก พร้อมทั้งให้อุปกรณ์ทิ้งไว้ให้เผื่อมีใครจะทำการทดลองประดิษฐ์ดู